ตะเกียบสะสมแต้มวิถีธุรกิจสีเขียวในญี่ปุ่น

คอลัมน์ Biz Oops ! วันที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4015 (3215)
โดย Why U Why

ในหนังสือสีเขียวเล่มเล็กๆ ที่ชื่อกรีน บุ๊คเขียนโดยเอลิซาเบธ โรเจอร์ส และโธมัส เอ็ม คอนทิเจน เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่บอกเล่าเกี่ยวกับทางเลือกเล็กๆ นับร้อยอย่างที่คุณทำได้และส่งผลใหญ่หลวงต่อโลกของเรา เช่น การบอกให้ไม่รับบันทึกรายการจากตู้เอทีเอ็ม เพราะนั่นคือแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของขยะบนโลก เขาคำนวณถึงขนาดที่ว่าถ้าคนอเมริกันไม่รับบันทึกรายการจากตู้เอทีเอ็มเลยก็จะ สามารถประหยัดกระดาษความยาวสองพันล้านฟุต หรือมากพอที่จะใช้พันตามเส้นศูนย์สูตรไปรอบโลกได้สิบห้าครั้ง ยังรวมไปถึงการแปรงฟัน ที่ว่า ถ้าปิดก๊อกน้ำเวลาแปรงฟัน คุณจะประหยัดน้ำได้มากถึงวันละ 5 แกลลอนซึ่งถ้านับรวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ในแต่ละวันจะเท่ากับ 1.5 พันล้านแกลลอนมากกว่าน้ำที่ชาวนิวยร์กใช้บริโภคทั้งวันเสียอีก

โตมร สุขปรีชาบอกไว้ว่าเราไม่ได้กำลังลุกขึ้นมาชี้นิ้วบอกว่า คุณต้องเลิกบริโภค เลิกช็อป เพียงแต่ต้องทำอย่างไร เปลี่ยนแปลงอะไรเล็กน้อยๆ อย่างไรจึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

จากสหรัฐอเมริกามาที่ญี่ปุ่นธุรกิจร้านอาหารจำนวนหนึ่งกำลังสร้างเทรนด์ใหม่ของการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ว่า โดยรณรงค์ให้ลูกค้าที่เข้ามาทานอาหารที่ร้านให้นำตะเกียบ ซึ่งเป็นอาวุธใน การรับประทานมาเอง เพราะต้องไม่ลืมว่าในประเทศที่ผู้คนใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหารเช่นญี่ปุ่นในแต่ละปี มีการใช้ตะเกียบที่ทำจากไม้ประเภทใช้แล้วทิ้ง จำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละปีต้องใช้ไม้ ซึ่งนำมาผลิตตะเกียบจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน

“Marche Group” ธุรกิจเชนร้านอาหารซึ่งมีสาขาในประเทศญี่ปุ่นมากกว่า 736 แห่งเป็นผู้ที่คิดค้นวิธีการณรงค์ที่ว่านี้ โดยเขาใช้วิธีที่เรียกว่าตะเกียบสะสมแต้มนั่นหมายถึงทุกครั้งที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการในร้านอาหารและนำตะเกียบมาเอง ก็จะคิดเป็นแต้มไว้ พอครบ 10 แต้มเมื่อไหร่ ในการมาทานอาหารที่ร้านครั้งต่อไปจะสามารถนำมาลดราคาอาหารได้ในราคา 500 เยน

น่าสนใจว่าแม้จะเริ่มต้นระบบนี้มาได้ไม่นาน โดย Marche Group ได้นำระบบนี้มาใช้ในร้านกว่า 464 แห่ง จากจำนวนสาขาทั้งหมดที่มี ปรากฏว่าได้รับการตอบรับ อย่างมากจากลูกค้า โดยปัจจุบันมีลูกค้าที่อยู่ในระบบนี้มากถึง 46,000 คน

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของ Marche Group วันนี้ยังมีร้านอาหารอื่นเริ่มที่จะนำระบบนี้มาใช้ อย่างร้านครูซ ครูซซึ่งให้บริการบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวันที่ โยโกฮาม่า ก็ลดราคาอาหารถึง 300 เยน จากราคาบุฟเฟต์ 2,100 เยน สำหรับลูกค้าที่นำตะเกียบมาเอง โดยยังมีบริการรับทำความสะอาดหลังการใช้งานเป็นบริการเสริมสำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องการมือเปื้อนหลังการรับประทานอาหาร

ถ้าเทียบกับแนวทางการรณรงค์ที่วันนี้ธุรกิจในญี่ปุ่น จำนวนไม่น้อยลุกขึ้นมาทำ ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ใช้ถุงผ้า การใช้กระดาษรีไซเคิล การใช้กระดาษชำระ

รีไซเคิล การให้นำขวดน้ำมาเองจากที่บ้าน และอีกสารพัดวิธีแล้วล่าสุดบริษัทวิจัยด้านการตลาดนิกเคอิ มาร์เก็ตติ้ง ได้ทำการสำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภคและพบว่าการ นำตะเกียบมาเองเมื่อมารับประทานอาหารนอกบ้านถือเป็นวิธีการในการรณรงค์ที่โดนใจลูกค้ามากที่สุดทั้งยังเชื่อว่านี่จะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของร้านอาหารในอนาคต

แม้วันนี้เรื่องนี้จะยังเป็นเพียงสีสันที่ยังไม่ได้แพร่หลายอย่างกว้างขวาง แต่ใครจะรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เช่นนี้วันหนึ่งอาจจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ หากวันหนึ่งร้านอาหารทุกร้านหันมาทำในแบบเดียวกัน

และนี่เป็นอีกหนึ่งวิถีทางเล็กๆ ของธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลก !!

ปรากฏการณ์ “สีเขียว” ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้ไม่เพียงปรากฏให้เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ แต่วันนี้กำลังขยายวงไปถึงในลิฟต์ขึ้นออฟฟิศ หน้าประตูออฟฟิศ ห้องประชุม กระทั่งโต๊ะทำงาน

ในแทบทุกออฟฟิศมีตั้งแต่ป้ายรณรงค์ประหยัดพลังงาน กิจกรรมชวนไปปลูกป่า ป้ายเชิญชวนให้งดใช้ถุงพลาสติก ไปจนกระทั่งงดใช้กล่องโฟม

ทุกๆ 1 วันของสัปดาห์ที่พนักงาน โคคา-โคลา จะต้องหอบหิ้วขยะรีไซเคิลที่แยกแล้วจากที่บ้านมาเข้าธนาคารรีไซเคิล ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เพื่อกระตุ้นให้ พนักงานในองค์กรได้หันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการคัดแยกขยะ โดยมีค่าตอบแทนเป็นแรงจูงใจ อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่งอกเงยขึ้นทุกๆ สัปดาห์ในบัญชี นอกจากพนักงานจะเบิกเงินกลับไป ยังสามารถนำเงินที่สะสมในบัญชีนั้นบริจาคเข้าโครงการเพื่อสังคมของบริษัท

ทุกๆ วันที่ ธนาคารเกียรตินาคิน กลุ่ม “ทูต KK อนุรักษ์พลังงาน” ซึ่งมีอยู่ในทุกแผนกทุกฝ่าย ซึ่งเป็นพนักงานที่ได้รับการเทรนด์ให้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานกำลังขยายองค์ความรู้เหล่านี้สู่เพื่อนๆ พนักงาน

ทุกๆ เช้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ “สมบูรณ์ กรุ๊ป” ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่จะตรวจสัมภาระที่พนักงานในบริษัทนำเข้ามาในเขตโรงงาน เพราะตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ถือเป็นนโยบายบริษัทที่โรงงานจะเป็นเขตปลอดโฟม

สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้กำลังถูกปลูกฝังกับพนักงานในหลายองค์กร และนี่ถือเป็นหนึ่งในทิศทางของการขับเคลื่อนแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เริ่มจากภายใน โดยมีตัวตั้งด้วยการสร้างจิตสำนึก” จากพนักงาน ซึ่งเป็นทิศทางที่เริ่มปรากฏชัดหลังจากที่ผ่านมา องค์กรจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอกโดยหลงลืมพนักงานภายใน

วัฒนธรรมสีเขียวที่กรุงไทย

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ นอกจากจะเป็นการเปิดตัวโครงการ “กรุงไทย Growing Green” ที่ไม่เพียงจะเป็นโครงการในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเปิดสาขานำร่องที่แก่งคอยและกระทุ่มแบน ที่เป็นสาขา อนุรักษ์พลังงานอย่างสมบูรณ์แบบ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การออกแบบให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานไปจนกระทั่งรูปแบบการตกแต่งภายนอก ซึ่งจะขยายสู่การปรับสาขาของกรุงไทยทั่วประเทศ ใน รูปแบบการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เรียกว่า กรีนรูฟ ซึ่งเป็นการทำสวนบนหลังคา และเป็นการปรับทัศนียภาพให้ดูร่มรื่น และอีกไม่นานยังจะมีการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ ให้ร่มรื่นขึ้นและกลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมืองที่เรียกว่าซิตี้สเปซ”

การเปิดตัวโครงการครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในการประกาศเจตนารมณ์ในการสร้างวัฒนธรรมสีเขียว (green culture) ภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นการสานต่อการทำงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่กรุงไทยเรียกว่า CSER ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่มุ่งส่งเสริมทุนทางปัญญาใน 4 มิติ ด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม

พงศธร สิริโยธิน” รองกรรมการ ผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าที่ผ่านมาเรามีกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมากมายตั้งแต่เรื่องปลูกป่า การออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน แต่เราเชื่อว่าการจะอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน สิ่งสำคัญคือการปลูกจิตสำนึกและสร้างให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร ที่ผ่านมาเรามีโครงการที่ปลูกฝังความคิดด้านอนุรักษ์กับบุตรหลานพนักงานและลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าการสร้างวัฒนธรรมสีเขียวจะส่งผลกระทบทางบวก เนื่องจากเราเป็นองค์กรใหญ่ มีสาขาถึง 800 แห่ง และมีพนักงานถึง 16,000 คน”

ในการสร้างวัฒนธรรมสีเขียว เราเชื่อว่าเมื่อพนักงานช่วยกันทำให้ฝังอยู่ในธุรกิจ และสามารถช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมนี้ต่อ เป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่จะปกคลุมผลิดอกออกผลให้เกสรปลิวออกไปให้คนมีจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมต่อไป” พงศธรกล่าวในที่สุด

สมบูรณ์ กรุ๊ป” โรงงานปลอดโฟม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต้นทางของความคิดในหลายองค์กรที่ลุกขึ้นมารณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นจะเป็นแนวคิดที่ดี แต่ในทางปฏิบัติบางครั้งก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เช่นเดียวกับทุกการเริ่มต้นที่บางครั้งย่อมเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานและการต่อต้าน ที่โรงงานของ “สมบูรณ์ กรุ๊ป” หลังจากเริ่มต้นโครงการ “โรงงานปลอดโฟม” ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการรณรงค์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานในองค์กรให้เลิกการใช้โฟมในการบรรจุอาหาร ด้านหนึ่งเป็นการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่อีกด้านหนึ่ง โครงการนี้ยังอยู่ เป็นความรับผิดชอบต่อ “พนักงาน” ในเรื่องของสุขภาพ

ตอนเริ่มต้นโครงการอาจจะมีพนักงานไม่เห็นด้วยบ้าง เพราะเดิมเขาสะดวกสบายและเคยชินกับการใช้กล่องโฟมในการบรรจุอาหาร แต่เราก็พยายามมีสิ่งต่างๆ เตรียมไว้รองรับ ไม่ว่าจะเป็นการแจกถุงผ้า การแจกกล่องข้าว ขวดน้ำ ซึ่งสามารถนำมาใช้ทดแทนการบรรจุกล่องโฟม และเรายังพยายามชี้ให้เขาเห็นว่านี่เป็นสิ่งสำคัญกับสุขภาพ ทั้งยังเป็นการลดขยะในการช่วยสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้พนักงานเข้าใจและโรงงานปลอดโฟมบรรจุอาหารแล้ว 100%” กาญจนา สุขพรหม ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมสังคม (CSR Manager) สมบูรณ์ กรุ๊ป กล่าว

สิ่งเล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงโลก

ปัจจุบันโรงงานจึงสามารถลดขยะจากกล่องโฟมได้มากถึง 600 กล่องต่อวัน ซึ่งถ้าคำนวณต่อปีแล้วสามารถลดได้จำนวนมหาศาล แต่นี่ดูเหมือนว่ายังอาจจะไม่ได้ไปถึงปลายทางที่บริษัทตั้งใจไว้ เพราะเป้าหมายในการทำโครงการรณรงค์ครั้งนี้ไม่ใช่อยู่แต่เพียงการลดขยะโฟมในโรงงานเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายสูงถึงการขยายผลให้พนักงานนำไปปฏิบัติในครอบครัวและขยายผลไปสู่ชุมชนที่เขาอยู่อาศัย

เรื่องนี้คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ในการที่จะประเมินผล เพราะเราต้องการผลในระยะยาวด้วย ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป แม้สิ่งที่เราทำอาจจะดูเป็นจุดเล็กๆ แต่จำนวนพนักงาน 2,500 คนถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและขยายผลได้ก็น่าจะช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ เพราะที่ผ่านมาเรามักพูดเรื่องการลดภาวะโลกร้อนในมุมของกระบวนการผลิต ทั้งๆ ที่ภาวะโลกร้อนเกิดจากคนมากกว่า ดังนั้นถ้าพัฒนาแต่กระบวนการผลิตแต่ไม่พัฒนาคนก็ไม่เกิดประโยชน์” กาญจนากล่าว

ถึงวันนี้โรงงานสมบูรณ์ กรุ๊ป ปลอดโฟม 100% สำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร ส่วนโฟมที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ได้วางแผนที่จะทำความเข้าใจและร่วมมือกับคู่ค้าหาวัสดุที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมมาทดแทน และภายในปี 2553

จะเห็นว่าความพยายามในการสร้างวัฒนธรรมสีเขียวจากภายในที่เกิดขึ้นในหลายองค์กรไม่ได้ใช้งบประมาณมหาศาล แต่กลับเป็นความพยายามในการสอดแทรกแง่มุมต่างๆ ไปในชีวิตประจำวัน และหลายครั้งก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ “ฐิตินันท์ วัธนเวคิน” ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงมุมคิดในการขับเคลื่อน CSR ขององค์กรสู่ความสำเร็จไว้อย่างน่าสนใจว่า “สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้คนเกิดจิตสำนึก เพราะเราเชื่อว่า CSR จะเกิดได้ต้องมาจากผู้บริหารระดับสูง ต้องเข้าใจ ต้องมีนโยบายลงมา แต่พอมีแล้วจะประสบความสำเร็จได้ต้องเริ่มจากจิตสำนึกของคนข้างล่างและทำทั้งองค์กร แม้จะทำให้สำเร็จในคราวเดียวได้ยาก แต่ถ้าค่อยๆ ทำนั้นไม่ ยาก” ฐิตินันท์กล่าวในที่สุด

 

สุดทึ่ง!คู่รักอังกฤษลงทุนเก็บกระป๋องรีไซเคิลสะสมแต้มขึ้นเครื่องบิน เพื่อฉลองฮันนีมูน ก่อนสมปรารถนาได้ทัวร์ยุโรปสมใจ 

เดลี่ เทเลกราฟ”ได้ตีแผ่เรื่องราวของนายจอห์น และแอน ติล คู่รักอังกฤษซึ่งลงทุนเก็บขยะสะสมแต้มขึ้นเครื่องบินเที่ยวกลับ หลังทั้งคู่วางแผนที่จะฮันนีมูนหลังแต่งงาน โดยทั้งคู่ได้เก็บกระป๋องรีไซเคิล เช่น กระป๋องโค้ก และอื่น ๆ เป็นจำนวนกว่า 6 หมื่นชิ้น จนสามารถสะสมแต้มแอร์ไมล์ หรือแต้มขึ้นเครื่องบิน ที่ห้างเทสโก้ ทำให้ทั้งคู่สามารถสานฝันนั่งเครื่องบินเที่ยวขากลับชั้นธุรกิจกลับอังกฤษ ด้วยแรงมานะพยายามจากการเก็บขยะไปแจกแต้มในห้างเทสโก้ โดยสามารถสะสมแต้มได้เป็นจำนวน 36,000 ไมล์

 

ในการเก็บขยะดังกล่าว ทั้งคู่ได้ออกค้นหากระป๋องที่เป็นวัตถุรีไซเคิลในคืนแล้วคืนเล่าใส่ถุงพลาสิก ตามถนนใกล้บ้าน ก่อนจะนำไปทิ้งในถังขยะรีไซเคิลในห้างเทสโก้ ซึ่งจะแจกบัตรสะสมแต้มเป็นจำนวน 2.50 ปอนด์ สำหรับขยะจำนวน 250 ชิ้น และในช่วงก่อนเดือนพ.ค.ทั้งสองสามารถสะสมแต้มเพียงพอในการเที่ยวบินดังกล่าว ก่อนจะแต่งงานกันในเดือนก.ค. เดินทางไปฮันนีมูนไปยังกรุงนิวยอร์ก ด้วยเรือสำราญควีน แมรี่ 2 และท่องเที่ยวไปยังเมืองเดนเว่อร์,โคโรลาโด้ แนชวิลล์ เท็นแนสซี่ และแอตแลนต้า

 

ด้านนายทิมม์บอกว่า ขณะที่พวกเรามีความสุขในการเก็บขยะรีไซเคิล พวกเราก็ผิดหวังที่ได้เห็นขยะเป็นจำนวนมากในเมืองเรา ขณะที่โฆษกเทสโก้เปิดเผยว่า เขาไม่รู้เรื่องแผนเก็บขยะไปท่องฮันนีมูนของคู่รักอังกฤษคู่นี้มาก่อน และก็ขอแสดงความยินดีด้วย