ชนะโทรไปบริษัทนี้เป็นหนที่สองในรอบสัปดาห์นี้
บริษัทนี้เป็นลูกค้ารายใหม่ที่เขากำลังติดตามเรื่องอยู่
เสียงของโอเปอร์เรเตอร์ซึ่งรับสายด้วยเสียงที่เป็นมิตร
และอ่อนโยนกล่าวว่า
สวัสดีคะบริษัทเอบีซีอิงค์ ยินดีต้อนรับคะ
คุณชนะกล่าวว่า ผมขอเรียนสายกับคุณสมจิต
ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์หน่อยครับ ”
โอเปอร์เรเตอร์กล่าวทักขึ้นมาว่า นั่นคุณชนะใช่ไหมคะ”
ชนะรู้สึกแปลกใจความสามารถในการจดจำเสียงของพนักงานคนนี้ได้
เขากล่าวตอบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความประทับใจ
ใช่แล้วครับ ขอบคุณที่จำได้ครับ เธอกล่าวว่า
ยินดีคะ ดิฉันจะโอนสายให้นะคะ
หลังจากที่ชนะสนทนาเรื่องงานกับสมจิตจบ
ชนะจึงถามสมจิตขึ้นมาว่า คุณสมจิต ผมขอชม
พนักงานรับโทรศัพท์ของคุณหน่อยครับ
เธอเก่งจริงๆเลยที่จำเสียงผมได้
เป็นการให้บริการที่เกินความคาดหวังของผมจริงๆเลยครับ
ผมเองไม่ได้เป็นลูกค้าประจำ และก็ไม่ได้โทรมาบ่อยๆ
ขนาดที่เธอจะจำเสียงผมได้ด้วย เธอมีเคล็ดลับอะไรครับ ”
สมจิตพูดว่า เธอชื่อเรณูคะ เธอได้รับคำชมอย่างนี้บ่อยๆ
หากคุณฟังเรื่องของเธอมากขึ้นกว่านี้คุณจะยิ่งประทับใจ
สนใจฟังไหมละคะ” ชนะรีบกล่าวตอบด้วยความกระตือรือร้นว่า
สนใจสิครับ ช่วยกรุณาเล่าให้ฟังหน่อยครับ
สมจิตเริ่มต้นเล่าอย่างอารมณ์ดี คุณเรณูเธอตาบอดคะ
เธอจึงต้องอาศัยการฟังเพียงอย่างเดียว
ทำให้เธอสามารถจดจำชื่อคนได้ดี
เธออาศัยอยู่ที่สมุทรปราการและมาทำงานที่ออฟฟิศนี่
ซึ่งอยู่แถวดอนเมือง ซึ่งถือว่าไกลมากโดยเฉพาะสำหรับเธอ
ซึ่งต้องเดินทางโดยรถเมล์เหมือนคนปกติ
ส่วนใหญ่ก็จะมีคนตาดีอย่างพวกเราที่คอยช่วยดูสายรถเมล์
และส่งเธอขึ้นรถให้ เธอไม่เคยมาสายเลย
และก็ไม่เคยเรียกร้องขอรถรับส่งแต่อย่างใด
ไม่เหมือนพนักงานปกติของพวกเราหลายคน
ตอนที่เราย้ายสำนักงานจากในเมือง ต้องขอรถรับส่งให้ด้วย
แถมหลายๆคนที่มีรถส่วนตัวก็ยังมาทำงานสาย
พร้อมกับเหตุผลสารพัด คิดแล้วอายแทนคนตาดีเลยคะ ”
เธอหยุดเว้นจังหวะสักครู่ก่อนจะเล่าต่อว่า
คุณเรณูมีทัศนคติที่ดีมากๆกับงานของเธอ
เธอเคยเล่าให้ดิฉันฟังว่าสำหรับเธอแล้ว
การรับโทรศัพท์ไม่ใช่งานแต่มันคือชีวิต
เงินเดือนที่บริษัทให้กับเธอ ทำให้เธอสามารถเลี้ยงตัวเอง
และครอบครัวได้อย่างดี นอกจากนี้เธอยังมีเงินเหลือกว่าครึ่งสะสมไว้อีก
ที่จริงแล้วเพื่อนคนตาดีหลายคนเคยหยิบยืมจากเธอในยามฉุกเฉิน
คุณเรณูกล่าวว่าบริษัทเรา เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และสังคมมอบโอกาส
ให้เธอได้พิสูจน์ว่าเธอมีคุณค่าและสามารถมีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประโยชน์
ให้กับสังคมได้ เธอบอกว่าเธอพยายามทำงานของเธออย่างสุดความสามารถ
ซึ่งรวมทั้งพยายามจำชื่อของผู้ที่โทรเข้ามาด้วย
เธอบอกว่าทุกคืนก่อนเข้านอน เธออยากรีบนอนไวๆ
เพื่อจะได้รีบตื่นขึ้นมาทำงาน เธออดใจรอจะมาทำงานไม่ไหว
แหมอย่าหาว่าดิฉันบ่นเลยคะ แต่พวกตาดีๆอย่างพวกเรากลับภาวนา
ให้ถึงวันหยุดเร็วๆเสียนี่กระไร” สมจิตจบเรื่องด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ
อย่างคนอารมณ์ดี
เมื่อชนะมาเล่าเรื่องนี้ให้กับผมฟังในรถระหว่างที่เราเดินทางไปพบลูกค้าที่นวนคร
ผมจึงเสริมความเห็นของผมไปว่า เราน่าจะเล่าเรื่องนี้ให้คนที่มาเข้าอบรม
กับเราฟังบ้างนะ บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินคนบ่นว่างานหนัก
หรือไม่ก็ปัญหาเรื่องงานมีมาก สิ่งที่คุณเรณูมีแตกต่างกับเรา
ไม่ใช่ว่าเธอตาบอดหรอกครับ ความจริงพวกเราต่างหากที่บอด
เราทัศนคติบอดไงละ เราได้รับสิทธประโยชน์ต่างๆมากมาย
จากนายจ้างจนเคยชินกระทั่งมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น
ยิ่งนานวันเรายิ่งเรียกร้องมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงปลายปีแบบนี้
ในขณะที่คุณเรณูกลับมองแตกต่างกับเราอย่างสิ้นเชิง
บางคนเบื่องานจนอยากลาออกไปอยู่กับบ้านเฉยๆ
มัน ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Dr. Denis Waitley
ผู้แต่งหนังสือขายดีชื่อ ‘The psychology of winning’
เขายกรายงานวิจัยในอเมริกาที่บอกว่าผู้เกษียณอายุออกจากงานไป
โดยไม่มีภาระกิจอะไรทำมีอายุเฉลี่ยเพียงแค่เจ็ดปีเท่านั้น
พวกเขาตายเพราะความรู้สึกด้อยคุณค่า
หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าเฉาตายนั่นเองครับ
เราบางคนมีโอกาสได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรัก
ในขณะที่คนจำนวนมากไม่มีโอกาสอย่างนั้น
อย่างไรก็ตามเรามีสิทธิที่จะเปลี่ยนมุมมองโดยหันมารัก
และหลงไหลในสิ่งที่เราทำได้ โดยไม่ต้องรอให้ตาบอดแบบคุณเรณูก็ได้ ”

 

Advertisements

ข้อแนะนำในการดำเนินชีวิต

1. ระลึกเสมอว่า การจะได้พบความรักและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็ต้องประสบกับความเสี่ยงอัน   

   

มหาศาลดุจกัน

Rs

        3.1 เคารพตนเอง Respect for self

 

        3.2 เคารพผู้อื่น  Respect for others

 

        3.3 รับผิดชอบต่อการกระทำของตน Responsibility for all your actions

 

แต่อย่าปล่อยให้คุณค่าของคุณหลุดลอยจากไป

10. จงระลึกไว้ว่า บางครั้งความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

11. จงดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อที่ว่าเมื่อคุณสูงวัยขึ้นและคิดหวนกลับมาคุณจะสามารถมี

ความสุขกับสิ่งที่ได้ทำลงไปได้อีกครั้ง

12. บรรยากาศอันอบอุ่นในครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิต

13. เมื่อเกิดขัดใจกับคนที่คุณรัก ให้หยุดไว้แค่เรื่องปัจจุบัน อย่าขุดคุ้ยเรื่องในอดีต

14. จงแบ่งปันความรู้ เพื่อเป็นหนทางก้าวสู่ความเป็นอมตะ

15. จงสุภาพกับโลกใบนี้

16. จงหาโอกาสท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่คุณไม่เคยไป อย่างน้อยก็ปีละครั้ง

17. จำไว้ว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือความรักมิใช่ความใคร่

18. จงตัดสินความสำเร็จของตนด้วยสิ่งที่ต้องเสียสละ

19. จงเข้าใกล้ความรักด้วยการปล่อยวาง

เมลล์นี้ มีพี่ชายทีแสนดี ที่ CPAC เค้าส่งมาให้กำลังใจและให้แง่คิดดีๆน่ะค่ะ ออมก็เลยเอามาฝากต่อให้เพื่อนๆ เผื่อว่าคนไหนกำลังท้อจะได้มีแรงฮึดต่อสู้กับมันใหม่อีกครั้ง เหมือนออมค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกๆกำลังใจดีๆที่มีให้ ออม เสมอต้นเสมอปลายนะคะ….งั้นลองมาอ่านดูกันดีกว่าค่ะ….

 

มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก

 

เรื่องแรก

อเมริกาส่งนักบินไปในอวกาศเจอปัญหาปากกาเขียนไม่ออก

นักวิทยาศาสตร์ระดมปัญญาเพื่อประดิษฐ์ปากกา

ที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้

ต้องทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญและใช้เวลาไปหลายปี

ในที่สุดได้ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว

แม้ใต้น้ำก้อเขียนได้

ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง

แต่นักบินอวกาศรัสเซีย ประสบปัญหาเดียวกัน

ใช้ดินสอเขียนแทนปากกา

*******************************

เรื่องที่สอง

โรงงานผลิตสบู่ในญี่ปุ่นประสบปัญหา

เมื่อส่งสินค้าไปแล้วลูกค้าบ่นเรื่องบางกล่องไม่มีสบู่ เป็นกล่องเปล่าๆ

ทางโรงงานติดตั้งเครื่อง X-Ray เพื่อตรวจสอบ

ใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยน กล่องไหนไม่มีสบู่ก้อตรวจจับได้

ทำให้สามารถส่งสบู่ที่ไม่มีกล่องเปล่าอีก

แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงประสบปัญหาเดียวกัน

ช่างคุมงานใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมบนสายพาน

กล่องเปล่าก็ปลิวออกไป

******************************

คนเราเวลาประสบปัญหา ส่วนมากมักคิดแต่จะแก้ปัญหา

ทุ่มกำลังสติปัญญาและทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหานั้น

ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นมองที่ทางออก

ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายดูจะกลายเป็นเรื่องจ้อยไปเลย

******************************

เมื่อคุณเจอปัญหา ลองเปลี่ยนวิธีคิด

แล้วคุณจะประหลาดใจ

 

เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ
เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา
แล้วใส่ ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม
พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง ?” เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท
แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน
เต็มแล้ว…”
เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ
หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมาแล้วเทกรวดเม็ดเล็กๆ
จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบาๆ
กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิสอัดจนแน่นเหยือก
เขาหันไปถามนักศึกษาอีกเหยือกเต็มหรือยัง ?”
นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบเต็มแล้ว…”
เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา
และเททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก เม็ดทราย
ไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย
เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก
เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง   “เหยือกเต็มหรือยัง” ?
เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน
ปรึกษากันอยู่นาน หลายคนเดินก้าวเข้ามาก้มๆ
เงยๆ มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง
มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน
จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน
เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่นคราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์”
แน่ใจนะ”
แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ”
คราวนี้เขาหยิบ เบียร์สองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ
ไม่นานเบียร์ก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่
เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี   “ ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ๆไง” เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น
ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา
ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต
เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงจัง
สูญเสียไปไม่ได้
เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์
ทรายก็คือเรื่องอื่นๆ ที่เหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆ
น้อยๆ เหล่านี้
เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ
อยู่ตลอดเวลา ชีวิตเต็มแล้ว… เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด
ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน”
ชีวิตของคนเราทุกคน ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆ
น้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า

เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข
ใช้ชีวิตเล่นกับลูกๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อน

 

สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้ของ โน๊ตอุดม แต้พานิช 

 

  1. มนุษย์ต้องการสิ่งที่ตนเองไม่มี 
  2. เวลาที่เราวิ่งมารับโทรศัพท์จากที่ไกลๆ เมื่อถึงโทรศัพท์ เสียงมันมักจะหยุด เราจะช้าไป 1 จังหวะเสมอ
  3. ถ้าแอบรักใคร อย่าฝากใครไปบอก บอกด้วยตัวเองจะดีกว่า 
  4. เวลาสั่งอาหารไว้นานแล้วยังไม่ได้สักที ให้พูดว่าไม่เอาจะได้เร็ว
  5. ถ้าเรียกเก็บเงินแล้วไม่มีใครมาเก็บเสียที ให้ลุกขึ้นทำท่าจะกลับทั้งโต๊ะ จะมีพนักง านพุ่งมาทันที
  6. ปลูกต้นลั่นทมไว้หน้าบ้าน ไม่เกี่ยวอะไรกับความทุกข์ระทมของตัวเราเลย
  7. ระวังคนขายโรตี ที่เพิ่งเดินออกมาจากป่าละเมาะ, พุ่มไม้, ซอกตึก อย่าตัดสินใจซื้อจนกว่าเขาจะล้างมือ
  8. ไม่มีสัจจะในร้านตัดเสื้อ
  9. ระวังคนที่แสดงออกว่าเป็นคนดีมากๆ 
  10. อย่าซื้อทุเรียนมาปอกเอง 
  11. หนังสือดี คือห นังสือที่เราชอบอ่าน หนังดีคือ หนังที่เราชอบดู 
  12. อยากให้คนอื่นรู้เรื่องที่เรานินทามากๆ อย่าลืมย้ำบ่อยๆ ว่าอย่าบอกใครนะ 
  13. อย่าทิ้งกระดาษชำระไว้ในชามก๋วยเตี๋ยว คนล้างจะเสียความรู้สึก
  14. เรียกยามว่าซีเคียวรีตี้ การ์ด ยามจะตั้งใจโบกรถ 
  15. อย่าซื้ออะไรที่ต้องเอามาซ่อมต่อ 
  16. รถในเมืองไทยพวงมาลัยอยู่ทางขวา แต่ฝาน้ำมันไม่อยู่ขวาเสมอไป 
  17. ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนไม่ต้องเอายาสีฟันไปก็ได้ ยังไงเพื่อนต้องมี 
  18. ตลาด อ.ต.ก. มาจากคำว่า เอเวอรี่ติง เกินราคา
  19. เวลาดูหนังโรง ควรจำว่ากระปุกน้ำอยู่ด้านไหน
  20. ตัดผมวันพุธได้ ไม่บาป 
  21. คนไม่กินเนื้อ ไม่ได้แปลว่าเป็นคนดีเสมอไป
  22. เวลาบ้วนน้ำยาลิสเตอรีนออกจากปาก ให้หลับตาด้วย 
  23. ปูอัด มันทำจากปลา
  24. กินก๋วยเตี๋ยวจากตะเกียบไม้อร่อยกว่า
  25. อย่าไปจ่ายตลาดเวลาหิว เราจะซื้อมาเยอะเกินจำเป็นเสมอ 
  26. ในโลกนี้จะชอบมีคนมาทักอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น ประเภทแรก อ้วนขึ้นนะ กับประเภทที่ 2 ผอมลงนะ ไม่มีใครเข้ามาทักว่าปกติดีนี่ไปทำอะไรมา
  27. คนที่เอาหมวกตำรวจ หรือชุดตำรวจแขวนไว้หลังรถมิใช่เพราะบ้านเค้าไม่มีตู้ เค้าไม่ได้ลืม เค้าแค่กลัวคนไม่รู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร 
  28. คนที่มีรถทะเบียนเลขเดียวเรียงติดกันหลายๆ ตัว เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา 
  29. คนที่มีความรู้มากๆ เขามักจะใช้ความรู้ขังจินตนาการ 
  30. ฟู่ฟ่าเดี๋ยวก็วาย เรียบง่ายอยู่ได้นาน 
  31. จงอย่าอิจฉาคนอื่น แต่จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา
  32. เวลาที่เปิดหนังสือให้เพื่อนดู หน้าที่ตัวเองพูดถึงมักจะหาไม่เจอ 
  33. ขนมและน้ำในโรงหนัง จะแพงกว่าข้างนอก 
  34. ห้องน้ำผู้หญิง ผู้ชายเข้าไปดูเป็นพวกโรคจิต, ห้องน้ำผู้ชาย ผู้หญิงเข้ามาดูเป็นแม่บ้าน 
  35. เวลารถติด เลนอื่นมักไปได้เร็วกว่าเลนเราเสมอ
  36. ถ้าเราขับรถไม่ทันไฟเขียวเป็นคันสุดท้าย ให้คิดว่าเดี๋ยวเราจะได้ไปเป็นคันแรก
  37. ถ้ามีการแนะนำตัวว่า นี่เพื่อนฉัน หมายความว่า แฟนฉัน
  38. ถ้ามีการแนะนำตัวว่า นี่แฟนฉัน หมายความว่า ผัว/เมียฉัน

++25 วิธีมีความสุขกับสิ่งรอบตัว++

เก็บมาฝาก..เพราะอยากให้ทุกคนมีความสุข

1. คิดใหม่ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักใกล้ตาย จะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง หรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุก คนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี พรุ่งนี้ ก็ได้

2. จดบันทึก เขียนเล่าเรื่องถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกช่วย แก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่ รกสมองออกไปได้ด้วย

3. มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใดหรือหากวันหนึ่งต้องเล่า เรื่องชีวิตตนเองให้หลาน ๆ ฟังคุณจะเล่าอะไร แล้วคุณพลาดการนัดกับเพื่อน เพื่อไปดูหนัง ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป

4. อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถข้าง ๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลน ก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลย

5. ทำงานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้ว อย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้ หนักใจเหนื่อยกาย ไหน ๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จ ๆ ไปเลย

6. เลิกทำตัวจำเจ ชีวิตคงน่าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลก ใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระช่วยบ้าง เปลี่ยนแปลงตัวเองด้านการแต่งกาย ทรงผม ทานอาหารรสชาดใหม่ ๆ

7. อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายน้ำ บ้านหลังใหญ่ๆ รถหรูคันใหม่ไม่ต้องสนใจ หากดูให้ดี ๆ คุณอาจพบว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอคนในบ้านหรือเพื่อนฝูงหรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี

8. กำจัดข้าวของรกบ้าน เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือเก่า ที่ไม่ใช้แล้ว ยกไปบริจาคเถิดได้บุญกุศล

9. รู้จักเอ่ยคำว่า ไม่ ไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว

10. รดน้ำต้นรัก รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็นที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรื อท ุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบำรุงรักษาเป็นของธรรมดา ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกัน ต้องมีการดูแลใจใส่กันบ้าง

11. อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อน หรือผู้อื่น คู่ครอง และคนในครอบครัว คุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน

12. มอบความรักให้คู่ครอง ครอบครัว และเพื่อน ๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่า คุณ รัก พวกเขาตรงไหน เมื่อ เขาทำอะไรดี ๆ ก็กล่าวคำชื่นชมบ้าง คำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เคยทำร้ายใคร

 

13. อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณก็ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นเสาหลักให้เขา พิ งอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง14. ติดต่อเพื่อนเก่า ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียนจดหมายถึงเขา ส่ง SMS

15. บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ตัดดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ที่สดใสนำมาใส่แจกัน

16. ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดลูบไล้แผ่นหลัง ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

17. สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรืออะไรก็ได้

18. สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้าง ๆ สูดหายใจให้เต็มปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว

19. ออกไปเดินเล่น การออกกำลังกายเบา ๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจ

20. ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ

21. ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วย

22. รอคอยสิ่งดี ๆ เช่น วันหยุดพักร้อน ออกท่องราตรีกับเพื่อนฝูง ไปดูหนัง ฟังเพลง หาร้านอาหารอร่อย ๆ ที่ไม่เคยไป รอโทรศัพท์จากคนรู้ใจ

23. ชวนเพื่อน/ คนรู้จัก หรือใครก็ได้ มากินมื้อค่ำ จัดห้องโต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสริฟ์เครื่องดื่มค็อกเทล เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียมอาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือแล้วค่ำ คืนนั้นก็จะครึกครื้น

24. ยิ้มไว้ ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อลองยิ้มดูสิ

25. ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง อาสาช่วยงานกุศล บริจาค พากันไปท่องเที่ยวหาความสุข หรือช่วยทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนอื่นมีความสุข

เมื่อวานเป็นวันที่รู้สึกหนักอึ้งในสมองอันกะจ้อยร่อย ของออม เป็นอย่างมากเลย เหมือนงานทุกอย่างที่ออมตั้งมานั้นยังไม่ค่อยเข้าตากรรมการซักเท่าไหร่ งานหลายๆอย่างที่เป็นสิ่งใหม่ๆได้เข้ามาวันละหลายๆเรื่อง หลายอย่างในแต่ละวัน สิ่งที่ออมทำได้และพยายามทำให้ดีที่สุดก็คือทำความเข้าใจกับมัน (ที่สำคัญนะ ออมเป็นคนที่ชอบคิดมากเลยเข้าใจอะไรยากกว่าคนอื่น มั้ง ) ออมเชื่อว่าทุกๆคนก็คงคิดเหมือนออมนะที่อยากทำงานทุกๆอย่างให้เสร็จและให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันก็เลยแต่ก็พยายามบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก อย่างน้อยเราก็ได้มาเรียนรู้หลักการตลาด และเปิดโลกให้กับสมองเรามากขึ้น ชีวิตเราไม่ได้จบลงแค่ตรงนี้อย่างเดียว ดังนั้นเก็บเกี่ยวให้มากที่สุดเลยประสบการณ์จากคนที่เก่งๆ (อย่างพี่มดเอ๊กซ์  )

เป็นคำพูดของใครก็ม่ายรู้ ….แต่ก็ทำให้ออมฮึดสู้ได้เร็วกว่าการที่จะต้องมากระตุ้นตัวเอง ขอบคุณค่ะ สำหรับกำลังใจดีๆ

 

ยอมรับนะคะว่าแรกๆ ออมไม่ชอบเลยเรื่อง Marketing เลยซักนิดเดียว ถึงแม้เมื่อก่อนจะแยกไม่ค่อยออกเท่าไหร่นักระหว่าง Sales กับ Marketing แต่เคยได้ทำและสัมผัสเลยถนัดและชอบเรื่องการขายมากกว่า อาจจะเพราะชอบโม้ๆๆฝอยๆๆด้วยละมั้ง แต่ตอนหลังที่ได้รู้จักกับ Marketing แล้ว ความคิดก็เปลี่ยนไปเลยค่ะ กลับชอบทั้งสองอย่างเท่าๆกันเลย เพราะการขายที่ดี และจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องมีการวางแผนการตลาดที่ดี แต่ การทำการตลาดถึงจะดียังไรหากขาดบุคลากรขายที่มีคุณภาพก็ไม่รุ่ง จริงหรือเปล่าพี่เจ๊ะ   หุหุหุ  ชมนะเนี่ย อย่าลืมเลี้ยงข้าวจานใหญ่ๆ กะหนมหวานซัก 1 กาละมังนะคะ ไม่ค่อยงกก

 

จริงซิ ออมมีเรื่องขำๆ เกี่ยวกับ ปอ ปลา ตา กลมๆ ของ ออมด้วยนะ ออมไม่ได้คิดนะว่าปลามันก็นอนหลับเป็นด้วย ตอนตีห้ากว่าๆออมตื่นขึ้นมาทานน้ำ แล้วก็มองโหลปลา ออมเห็นเจ้าถุงเงิน กะ เจ้า ถุงทองมันไม่ว่ายน้ำ มองหาบรรดาลูกๆของมันก็ไม่เห็นซักกะตัว ก็ตกใจใหญ่คิดว่ามันตายแล้วแน่ๆก็ เลยเอามือไปเคาะๆๆๆๆๆๆ โหล มันก็มีกากระดิกหางเล็กน้อยแบบขี้เกียจๆ คงอยากจะบอกออมประมาณว่า เฮ้อ มายุ่งกะมันทามมายยยย ถ้าเป็นคนก็คงจะมีการงอนไปแล้ว แหมก็กำลังนอนฝันหวานอยู่เลยเนอะ ขอโทษงับ ม่ายรู้จริงๆ ว่าปลามันนอนหลับด้วย แทนการขอโทษเลยให้อาหารมันไปหลายเม็ดเลย ….ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิดใช่ป่าวคะ ….ไปขุ่นๆเลยเนอะ

 

วันนี้ตอนเช้ามีประชุม marketing set up team อีกแล้ววว และทีมงานกองถ่ายหนังก็จะเข้ามาสรุปงานอีก เฮ้อ ยิ่งสูงยิ่งหนาว  ความรับผิดชอบก็ยิ่งเยอะ แล้วเราก็ยิ่งเก่งด้วย เกี่ยวกันป่าวเนี่ย  เอ๊า!!! งั้นสู้ต่อไปนะคะ