ปรากฏการณ์ “สีเขียว” ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้ไม่เพียงปรากฏให้เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ แต่วันนี้กำลังขยายวงไปถึงในลิฟต์ขึ้นออฟฟิศ หน้าประตูออฟฟิศ ห้องประชุม กระทั่งโต๊ะทำงาน

ในแทบทุกออฟฟิศมีตั้งแต่ป้ายรณรงค์ประหยัดพลังงาน กิจกรรมชวนไปปลูกป่า ป้ายเชิญชวนให้งดใช้ถุงพลาสติก ไปจนกระทั่งงดใช้กล่องโฟม

ทุกๆ 1 วันของสัปดาห์ที่พนักงาน โคคา-โคลา จะต้องหอบหิ้วขยะรีไซเคิลที่แยกแล้วจากที่บ้านมาเข้าธนาคารรีไซเคิล ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เพื่อกระตุ้นให้ พนักงานในองค์กรได้หันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการคัดแยกขยะ โดยมีค่าตอบแทนเป็นแรงจูงใจ อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่งอกเงยขึ้นทุกๆ สัปดาห์ในบัญชี นอกจากพนักงานจะเบิกเงินกลับไป ยังสามารถนำเงินที่สะสมในบัญชีนั้นบริจาคเข้าโครงการเพื่อสังคมของบริษัท

ทุกๆ วันที่ ธนาคารเกียรตินาคิน กลุ่ม “ทูต KK อนุรักษ์พลังงาน” ซึ่งมีอยู่ในทุกแผนกทุกฝ่าย ซึ่งเป็นพนักงานที่ได้รับการเทรนด์ให้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานกำลังขยายองค์ความรู้เหล่านี้สู่เพื่อนๆ พนักงาน

ทุกๆ เช้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ “สมบูรณ์ กรุ๊ป” ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่จะตรวจสัมภาระที่พนักงานในบริษัทนำเข้ามาในเขตโรงงาน เพราะตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ถือเป็นนโยบายบริษัทที่โรงงานจะเป็นเขตปลอดโฟม

สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้กำลังถูกปลูกฝังกับพนักงานในหลายองค์กร และนี่ถือเป็นหนึ่งในทิศทางของการขับเคลื่อนแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เริ่มจากภายใน โดยมีตัวตั้งด้วยการสร้างจิตสำนึก” จากพนักงาน ซึ่งเป็นทิศทางที่เริ่มปรากฏชัดหลังจากที่ผ่านมา องค์กรจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอกโดยหลงลืมพนักงานภายใน

วัฒนธรรมสีเขียวที่กรุงไทย

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ นอกจากจะเป็นการเปิดตัวโครงการ “กรุงไทย Growing Green” ที่ไม่เพียงจะเป็นโครงการในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเปิดสาขานำร่องที่แก่งคอยและกระทุ่มแบน ที่เป็นสาขา อนุรักษ์พลังงานอย่างสมบูรณ์แบบ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การออกแบบให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานไปจนกระทั่งรูปแบบการตกแต่งภายนอก ซึ่งจะขยายสู่การปรับสาขาของกรุงไทยทั่วประเทศ ใน รูปแบบการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เรียกว่า กรีนรูฟ ซึ่งเป็นการทำสวนบนหลังคา และเป็นการปรับทัศนียภาพให้ดูร่มรื่น และอีกไม่นานยังจะมีการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ ให้ร่มรื่นขึ้นและกลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมืองที่เรียกว่าซิตี้สเปซ”

การเปิดตัวโครงการครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในการประกาศเจตนารมณ์ในการสร้างวัฒนธรรมสีเขียว (green culture) ภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นการสานต่อการทำงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่กรุงไทยเรียกว่า CSER ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่มุ่งส่งเสริมทุนทางปัญญาใน 4 มิติ ด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม

พงศธร สิริโยธิน” รองกรรมการ ผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าที่ผ่านมาเรามีกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมากมายตั้งแต่เรื่องปลูกป่า การออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน แต่เราเชื่อว่าการจะอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน สิ่งสำคัญคือการปลูกจิตสำนึกและสร้างให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร ที่ผ่านมาเรามีโครงการที่ปลูกฝังความคิดด้านอนุรักษ์กับบุตรหลานพนักงานและลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าการสร้างวัฒนธรรมสีเขียวจะส่งผลกระทบทางบวก เนื่องจากเราเป็นองค์กรใหญ่ มีสาขาถึง 800 แห่ง และมีพนักงานถึง 16,000 คน”

ในการสร้างวัฒนธรรมสีเขียว เราเชื่อว่าเมื่อพนักงานช่วยกันทำให้ฝังอยู่ในธุรกิจ และสามารถช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมนี้ต่อ เป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่จะปกคลุมผลิดอกออกผลให้เกสรปลิวออกไปให้คนมีจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมต่อไป” พงศธรกล่าวในที่สุด

สมบูรณ์ กรุ๊ป” โรงงานปลอดโฟม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต้นทางของความคิดในหลายองค์กรที่ลุกขึ้นมารณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นจะเป็นแนวคิดที่ดี แต่ในทางปฏิบัติบางครั้งก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เช่นเดียวกับทุกการเริ่มต้นที่บางครั้งย่อมเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานและการต่อต้าน ที่โรงงานของ “สมบูรณ์ กรุ๊ป” หลังจากเริ่มต้นโครงการ “โรงงานปลอดโฟม” ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการรณรงค์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานในองค์กรให้เลิกการใช้โฟมในการบรรจุอาหาร ด้านหนึ่งเป็นการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่อีกด้านหนึ่ง โครงการนี้ยังอยู่ เป็นความรับผิดชอบต่อ “พนักงาน” ในเรื่องของสุขภาพ

ตอนเริ่มต้นโครงการอาจจะมีพนักงานไม่เห็นด้วยบ้าง เพราะเดิมเขาสะดวกสบายและเคยชินกับการใช้กล่องโฟมในการบรรจุอาหาร แต่เราก็พยายามมีสิ่งต่างๆ เตรียมไว้รองรับ ไม่ว่าจะเป็นการแจกถุงผ้า การแจกกล่องข้าว ขวดน้ำ ซึ่งสามารถนำมาใช้ทดแทนการบรรจุกล่องโฟม และเรายังพยายามชี้ให้เขาเห็นว่านี่เป็นสิ่งสำคัญกับสุขภาพ ทั้งยังเป็นการลดขยะในการช่วยสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้พนักงานเข้าใจและโรงงานปลอดโฟมบรรจุอาหารแล้ว 100%” กาญจนา สุขพรหม ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมสังคม (CSR Manager) สมบูรณ์ กรุ๊ป กล่าว

สิ่งเล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงโลก

ปัจจุบันโรงงานจึงสามารถลดขยะจากกล่องโฟมได้มากถึง 600 กล่องต่อวัน ซึ่งถ้าคำนวณต่อปีแล้วสามารถลดได้จำนวนมหาศาล แต่นี่ดูเหมือนว่ายังอาจจะไม่ได้ไปถึงปลายทางที่บริษัทตั้งใจไว้ เพราะเป้าหมายในการทำโครงการรณรงค์ครั้งนี้ไม่ใช่อยู่แต่เพียงการลดขยะโฟมในโรงงานเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายสูงถึงการขยายผลให้พนักงานนำไปปฏิบัติในครอบครัวและขยายผลไปสู่ชุมชนที่เขาอยู่อาศัย

เรื่องนี้คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ในการที่จะประเมินผล เพราะเราต้องการผลในระยะยาวด้วย ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป แม้สิ่งที่เราทำอาจจะดูเป็นจุดเล็กๆ แต่จำนวนพนักงาน 2,500 คนถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและขยายผลได้ก็น่าจะช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ เพราะที่ผ่านมาเรามักพูดเรื่องการลดภาวะโลกร้อนในมุมของกระบวนการผลิต ทั้งๆ ที่ภาวะโลกร้อนเกิดจากคนมากกว่า ดังนั้นถ้าพัฒนาแต่กระบวนการผลิตแต่ไม่พัฒนาคนก็ไม่เกิดประโยชน์” กาญจนากล่าว

ถึงวันนี้โรงงานสมบูรณ์ กรุ๊ป ปลอดโฟม 100% สำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร ส่วนโฟมที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ได้วางแผนที่จะทำความเข้าใจและร่วมมือกับคู่ค้าหาวัสดุที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมมาทดแทน และภายในปี 2553

จะเห็นว่าความพยายามในการสร้างวัฒนธรรมสีเขียวจากภายในที่เกิดขึ้นในหลายองค์กรไม่ได้ใช้งบประมาณมหาศาล แต่กลับเป็นความพยายามในการสอดแทรกแง่มุมต่างๆ ไปในชีวิตประจำวัน และหลายครั้งก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ “ฐิตินันท์ วัธนเวคิน” ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงมุมคิดในการขับเคลื่อน CSR ขององค์กรสู่ความสำเร็จไว้อย่างน่าสนใจว่า “สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้คนเกิดจิตสำนึก เพราะเราเชื่อว่า CSR จะเกิดได้ต้องมาจากผู้บริหารระดับสูง ต้องเข้าใจ ต้องมีนโยบายลงมา แต่พอมีแล้วจะประสบความสำเร็จได้ต้องเริ่มจากจิตสำนึกของคนข้างล่างและทำทั้งองค์กร แม้จะทำให้สำเร็จในคราวเดียวได้ยาก แต่ถ้าค่อยๆ ทำนั้นไม่ ยาก” ฐิตินันท์กล่าวในที่สุด

 

Advertisements

สุดทึ่ง!คู่รักอังกฤษลงทุนเก็บกระป๋องรีไซเคิลสะสมแต้มขึ้นเครื่องบิน เพื่อฉลองฮันนีมูน ก่อนสมปรารถนาได้ทัวร์ยุโรปสมใจ 

เดลี่ เทเลกราฟ”ได้ตีแผ่เรื่องราวของนายจอห์น และแอน ติล คู่รักอังกฤษซึ่งลงทุนเก็บขยะสะสมแต้มขึ้นเครื่องบินเที่ยวกลับ หลังทั้งคู่วางแผนที่จะฮันนีมูนหลังแต่งงาน โดยทั้งคู่ได้เก็บกระป๋องรีไซเคิล เช่น กระป๋องโค้ก และอื่น ๆ เป็นจำนวนกว่า 6 หมื่นชิ้น จนสามารถสะสมแต้มแอร์ไมล์ หรือแต้มขึ้นเครื่องบิน ที่ห้างเทสโก้ ทำให้ทั้งคู่สามารถสานฝันนั่งเครื่องบินเที่ยวขากลับชั้นธุรกิจกลับอังกฤษ ด้วยแรงมานะพยายามจากการเก็บขยะไปแจกแต้มในห้างเทสโก้ โดยสามารถสะสมแต้มได้เป็นจำนวน 36,000 ไมล์

 

ในการเก็บขยะดังกล่าว ทั้งคู่ได้ออกค้นหากระป๋องที่เป็นวัตถุรีไซเคิลในคืนแล้วคืนเล่าใส่ถุงพลาสิก ตามถนนใกล้บ้าน ก่อนจะนำไปทิ้งในถังขยะรีไซเคิลในห้างเทสโก้ ซึ่งจะแจกบัตรสะสมแต้มเป็นจำนวน 2.50 ปอนด์ สำหรับขยะจำนวน 250 ชิ้น และในช่วงก่อนเดือนพ.ค.ทั้งสองสามารถสะสมแต้มเพียงพอในการเที่ยวบินดังกล่าว ก่อนจะแต่งงานกันในเดือนก.ค. เดินทางไปฮันนีมูนไปยังกรุงนิวยอร์ก ด้วยเรือสำราญควีน แมรี่ 2 และท่องเที่ยวไปยังเมืองเดนเว่อร์,โคโรลาโด้ แนชวิลล์ เท็นแนสซี่ และแอตแลนต้า

 

ด้านนายทิมม์บอกว่า ขณะที่พวกเรามีความสุขในการเก็บขยะรีไซเคิล พวกเราก็ผิดหวังที่ได้เห็นขยะเป็นจำนวนมากในเมืองเรา ขณะที่โฆษกเทสโก้เปิดเผยว่า เขาไม่รู้เรื่องแผนเก็บขยะไปท่องฮันนีมูนของคู่รักอังกฤษคู่นี้มาก่อน และก็ขอแสดงความยินดีด้วย