10 โรคที่ป้องกันและรักษาได้ด้วยอาหาร

         อาหารสามารถช่วยลดความเจ็บปวดหรือป้องกันโรคได้ เพียงแค่คุณใส่ใจกับอาหารการกินทุกมื้อในแต่ละวันก็จะช่วยให้ร่างกายของคุณแข็งแรง

 1. เรอบ่อย


        ดื่มน้ำมันฝรั่งต้มวันละ 3 แก้ว จะช่วยให้ผนังกระเพาะอาหารและกรดในกระเพาะสมดุล


 2. ท้องอืดเฟ้อ


        ใส่ดอกเก๊กฮวยลงไปในน้ำร้อน 2 ช้อนชา ทิ้งไว้ 10 นาที ดื่มวันละ 1-2 ถ้วย


        หากท้องอืดเฟ้ออันเนื่องมาจากการกินอาหารคาร์โบไฮเดรต (เช่น ขนมปัง พุดดิ้ง) ให้กินแตงกวาดองในมื้ออาหาร


 3. ความดันโลหิตต่ำ

         
        หากความดันโลหิตต่ำ หลังตื่นนอนให้ดื่มน้ำหนึ่งแก้วจะช่วยให้ความดันโลหิตสูงขึ้น (อาจคงอยู่ได้เพียงแค่ 2 ชั่วโมง)


        หากรู้สึกล้า ควรกินผักผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น กีวี มะเขือเทศ  ฝรั่ง จะช่วยให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขด้วย


        เกลือทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น คุณจึงควรเติมเกลือเล็กน้อยในผัก โดยเฉพาะผู้ที่มักหน้ามืดวิงเวียนเวลายืนหรือตื่นนอน


 4. ความดันโลหิตสูง


        อาหารที่มีโพแทสเซียมสูงจะลดน้ำในเลือดและทำให้ความดันโลหิตลดลง อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย แตงกวา


        ทดสอบว่าคุณมีปฏิกิริยาไวกับเกลือหรือเปล่าโดยการไม่กินเกลือหนึ่งสัปดาห์ แล้วดูว่าความดันโลหิตลดต่ำลงหรือไม่


        หากมีความดันโลหิตสูงที่เกิดจากความอ่อนเพลียให้กินอาหารที่มีกรดอะมิโน Tryptophan จะช่วยให้ความดันโลหิตลดลง เพราะความเครียดจะสลายกรดอะมิโนตัวนี้ อาหารที่มีกรดอะมิโน Tryptophan คือมันฝรั่ง ถั่ว ข้าวโอ๊ต เนย และเพื่อให้การดูดซึมกรดอะมิโนตัวนี้ได้ดีขึ้น อาหารมื้อค่ำจึงควรกินคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ผลิตภัณฑ์ธัญพืชไม่ขัดสี และทานเนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อย (ไม่ทานไส้กรอก)


         วิตามินอีจะช่วยปกป้องเส้นเลือดไม่ให้แข็งตัว วิตามินอีมีมากในน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันงาจะให้ผลดีที่สุดคือเหยาะน้ำมันงาในสลัด


 5. ซึมเศร้า


        จากการศึกษาพบว่า คนจีนในไต้หวันเป็โรคซึมเศร้าน้อยมาก ซึ่งน่าจะมาจากอาหารการกิน นั่นคือ การกินข้าว กินผักดิบวันละหนึ่งครั้ง ใช้น้ำมันงา กินเนื้อสัตว์ และไส้กรอกน้อย และมื้อค่ำไม่ทานเนื้อสัตว์


 6. นอนไม่หลับ 

        กรดอะมิโน Tryptophan จะช่วยให้หลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขซึ่งจะช่วยให้หลับสบาย


        กินถั่ววันละหนึ่งกำมือ เพราะในถั่วมีไนอาซินสูง ซึ่งมีความสำคัญในการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนินที่เป็นฮอร์โมนแห่งความสุข


        ไม่ทานเนื้อสัตว์หรือไส้กรอกเป็นอาหารค่ำ เพราะอาหารไขมันจะรบกวนระบบประสาทซึ่งจะกระทบกับการนอนหลับ ทางที่ดีที่สุดคือ กินอาหารที่ย่อยง่าย


 7. อากาศเปลี่ยนทำให้ปวดศีรษะ ง่วง ฯลฯ


        หากอากาศเปลี่ยนแล้วส่งผลให้คุณมีอาการปวดศีรษะง่วง ฯลฯ ไม่ควรกินมูสลี่และผลไม้เป็นอาหารเช้า เพราะมันจะทำให้เกิดอาการทางประสาทและอื่นๆ อาหารที่ควรกินคือ โปรตีนและวิตามินบี เช่น แตงกวาดอง


         ควรกินอาหารเบาๆ เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ และปลา


 8. PMS ก่อนมีประจำเดือน 

        หากขาดวิตามินบี 6 จะทำให้เกิดอาการซึมเศร้า หิวจัด และเจ็บเต้านม ดังนั้น จึงควรกินอาหารที่มีวิตามินบี 6 เช่น ผลิตภัณฑ์ธัญพืชไม่ขัดสี มันฝรั่ง ผลไม้เปลือกแข็ง


         ไม่ดื่มน้ำชา กาแฟ และน้ำดำ


 9. กระดูกพรุน


        แคลเซียมช่วยให้กระดูกแข็งแรง แคลเซียมมีมากในนม ซึ่งมีไขมันตามธรรมชาติ บล็อกโคลี่ ผักขม


        ฟอสฟอรัสในอาหาร เช่น อาหารสำเร็จรูป น้ำดำ ซอฟต์ดริ๊งก์ จะลดการดูดซึมแคลเซียม รวมทั้งมูสลี่และข้าวโอ๊ตก็จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมเช่นกัน


        กินโยเกิร์ตวันละ 2 ถ้วย แบคทีเรียในกรดนมจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น


        ฟลูโอไรด์จะช่วยกระตุ้นในการสร้างเซลล์กระดูกมีมากในถั่ว ชาเขียว ปลา


        ดื่มชาเขียวทุกวันเพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเข้าไปในกระดูก


        วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย มีมากในผลิตภัณฑ์นม และปลา

นอกจากผลผลิตของไหมจะได้เป็นเส้นใยที่ชาวบ้านนำมาถักทอเป็นผ้าไหมสวยๆ ไว้ให้สวมใส่กันแล้ว เศษไหมที่ได้จากน้ำต้มไหม รวมถึงรังไหมที่ขาด สาวเอาเส้นไหมออกมาไม่ได้ ก็นำไปผ่านกรรมวิธีการผลิตเพื่อให้ได้ผงไหมที่เป็นประโยชน์อีกขั้น

ทีมนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญวิจัยพบว่า ผงไหมไทยมีส่วนประกอบสำคัญคือโปรตีนคุณภาพสูงที่ได้จากส่วนของใยไหมและรังไหม โปรตีนนี้มีกรดอะมิโนมากถึง 18 ชนิด และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านจุลินทรีย์ สารต้านไวรัสโรคเริมและงูสวัด รวมถึงสารช่วยในเรื่องความจำและช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ซึ่งสารเหล่านี้มีอยู่ในผงไหมไทยมากกว่าผงไหมพันธุ์อื่นๆ สุโขสปา จังหวัดภูเก็ต จึงจับมือกับมูลนิธิหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ พัฒนาไหมไทย นำผงไหมไทยมาพัฒนาเป็นทรีตเม้นต์บำรุงผิวกายที่ได้ผลดีเยี่ยม โดยเฉพาะประโยชน์ในด้านการลดเรือนริ้วรอยบนใบหน้า

ทพญ.นงธนัญ เทพบุตร บ.ภ. ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุโขสปา กล่าวว่า ผงไหมไทยที่ได้นี้เป็นโปรตีนสด เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการใดๆ แค่ผ่านรังสีแกมมาสำหรับการฆ่าเชื้อเท่านั้น ผงไหมไทยมีโปรตีนและกรดอะมิโนอยู่ครบถ้วน และผงไหมไทยที่เราใช้เป็นพันธุ์นางน้อยศรีสะเกษ-1 โดยเรานำผงไหมสดนี้มาผสมกับส่วนผสมต่างๆ อาทิ โยเกิร์ต เพราะโยเกิร์ตสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว

คนที่ผิวแห้งมากจะผสมหยดนมและน้ำมันงาใส่ไปด้วย ส่วนคนผิวมันมากจะผสมกับน้ำ อย่างเช่นสูตรที่เราใช้นำมาทำทรีตเม้นต์มือนั้น เราผสมผงไหมกับโยเกิร์ต และเอสเซ็นเชียลออยล์ โดยโยเกิร์ตนั้นมีเอเอชเอ ช่วยขจัดเซลผิวที่ตายแล้วให้หลุดไป ส่วนเอสเซ็นเชียลออยล์นั้นมีกลิ่นหอมช่วยกลบกลิ่นคาวโปรตีนของผงไหม อีกทั้งยังเป็นตัวนำผงไหมให้ซึมเข้าสู่ผิวหนังของร่างกายได้ลึกขึ้นด้วย นอกจากคุณสมบัติของผงไหมที่เข้าไปช่วยกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้ผลิตอิลาสตินและคลอลาเจนอย่างมีประสิทธิภาพแล้วนั้น ผงไหมยังมีคุณสมบัติดูดความชื้นให้กับเซลผิว จึงทำให้ผิวตึง นุ่ม ชุ่มชื้น

ข้อจำกัดของการใช้ผงไหมนั้น คุณหมอกล่าวว่า เด็กที่อายุไม่ถึง 20 ปี สภาพผิวไม่ได้ถูกทำลายไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ทรีตเม้นต์ผงไหมนี้เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่ผิวได้รับการทำลายจากสภาพแวดล้อมอย่างหนักมากกว่า

ที่มา จาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด ปีที่ 15 ฉบับที่ 55943/24/2006

 

ว่าแล้วก็เสียดายแทนคนไทยนะคะที่ไม่ค่อยจะเห็นคุณค่าของ ไหมไทย เลย เพื่อนๆรู้หรือเปล่าคะว่าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางแถบยุโรปเค้าสั่งซื้อกับ สุโข สปา โดยตรง ยอมเสียค่าขนส่งซึ่งราคาแพงมากกว่าราคาผลิตภัณฑ์ เป็นหลายเท่า แล้วอย่างนี้คนไทยอย่างเราในเมื่อมีโอกาสแล้วทำไมไม่ลองใช้ดูละคะ ภายนกล่องบรรจุ 5 ซอง สามารถใช้ได้ถึง 10 ครั้งทีเดียว แต่หากเปิดซองแล้วขอให้ใช้ให้หมดในครั้งเดียวเนื่องจากเป็นของสด หากใช้ไม่หมดก็ปิดผนึกให้ดีและเก็บในตู้เย็นเก็บไว้ได้อีก 2-3 วันค่ะ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.sukkospa.com/ โทร. 66-7626-3222

ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดยใ ช ้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ…
อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน  หรือบ่อยเกินได้แก่…

       1.  ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง  ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่ว เช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
       2.  ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋ม! ! ีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อนตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้น ยังทำให้ค อ แห้ง เจ็บคอง่ายโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
       3.  เนื้อย่าง:กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน  ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
       4. ผักดอง:ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกินหรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิด สารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
        5. ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกินหรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง(อัมพฤกษ์-อัมพาต)และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น < BR>       6. ผักขม ปวยเล้ง:ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า… มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกินหรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้
        7. บะหมี่สำเร็จรูป:บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัด! ! บูด  สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้ เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้
        8. เมล็ดทานตะวัน:เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง  ทว่า…การกินมากเกินหรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี(metabolism)  ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เ ก ิดการสะสมไขมันในตับภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น
       9.  เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้: กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย…ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิต ยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
        10.      ผงชูรส:คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา…การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกินทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูง อาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น  คลื่นไส้และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

อาจารย์ท่านแนะนำเคล็ดลับไว้  12 ข้อดังต่อไปนี้…

 1. หวีผมบ่อยๆ:
หวีผมเบาๆ  บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย  เพื่อกันผมหลุด)

 2.  ถูใบหน้าบ่อยๆ:
ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน  หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถูหน้าเบาๆ บ่อยหน่อย เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

  3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ:
ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน  มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้องอะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง</ S PAN>

 4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ:
การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ  บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม)ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต  ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดีป้องกันเสียงดังในหู หูตึงและอาการเวียนหัว

 5. ขบฟันบ่อยๆ:
ขบฟันเบาๆ  บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอด ๆ ) ช่วยให้ฟันแข็งแรงแล! ! ะกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

 6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ:
การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็มเพื่อเชื่อมพลังลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกายทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

 7.  กลืนน้ำลายบ่อยๆ:
การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย  และกระตุ้นการย่อยอาหาร

 8. หมั่นขับของเสีย:
หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลังเพื่อป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระ…ให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็นการทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษและการดูดซึมสารพิษ(กลับเข้าสู่ร่างกาย)มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

 9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ:
ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

 10.      ขมิบก้นบ่อยๆ:
การขมิบก้นบ่อยๆ  ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

 11.       เคลื่อนไหวทุกข้อ:
การอยู่นิ่งๆ  หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไ! ! ป ทำให้เกิดโรคได้ง่ายควรเคลื่อนไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้กโยคะ  ฯลฯ

 12.      ถูผิวหนังบ่อยๆ:
ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำมีส่วนช่วยให้เลือดและพลังไหลเวียนดี

วิธีชะลอความแก่ 7 ประการ


เรื่องความชราที่มาเยือนนั้นเป็นไปตามวัยก็จริง
แต่หนุ่มสาวสมัยนี้กลับ แก่ก่อนวัย
ถึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ
เคล็ดลับเหล่านี้ได้จาก น.พ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์
สูตินารีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


๑.ต้องไม่อยากแก่…

ต้องตั้งใจคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวเอาไว้
และต้องปฏิบัติควบคู่ไปทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ


๒.มีใจเป็นหนุ่มสาว..

คือ รักอิสระ มองโลกในแง่ดีและที่สำคัญมีความหวังเสมอ
หรือการคบเพื่อนที่อายุน้อยกว่าก็เป็นวิธีการที่ดี


๓.ลดความเครียด..

เลิกเอาคิ้วผูกโบได้แล้ว ลองยิ้มให้มากขึ้น
ถ้าไม่รู้จะยิ้มอย่างไรก็ลองยิ้มกับกระจกเงาที่บ้านดูสิ


๔.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ..

ออกกำลังการอย่างน้อย 15 นาทีจะดี


๕.กินอาหารต้านชรา..

พยายามเลือกอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย
เช่น พื! ชผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ


๖.นอนหลับเพียงพอ..

เราควรจะนอนให้เพียงพอกับร่างกาย
ที่ดีที่สุดควรนอนก่อนสี่ทุ่มจะดีที่สุด


๗.ความรัก..

ความรักเท่านั้นที่จะช่วยให้คนสดชื่น กระชุ่มกระชวย
ทั้งความรักของคนหรือสัตว์ ก็จะช่วยให้เราหัวใจเบิกบาน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีการคัดตัวนักเรียนที่จะมาเรียน มวยไทยไชยา ของครู นาธาน ด้วย ครั้งแรกก็กลัวว่าจะไม่ค่อยจะมีคนสนใจซะอีก แต่หลังจากที่ทำป้าย Billboard อันใหญ่ๆ ที่หน้า ชีวามาร์ท โดยมีสองด้าน ด้านนึงเป็นรูปโยคะ อีกด้านเป็น มวยไทยไชยา  คุงครูมดเอ๊กซ์ คนเก่ง เป็นคนให้เบอร์โทรของ ออม เป็นเบอร์ติดต่อสอบถาม เหมือนจะเป็น Hotline สายด่วน อะไรประมาณนั้นน่ะค่ะ  ก็มีคนสนใจโทรมาสอบถามไม่ขาดสายเลย ชนิดว่ารายละเอียดทุกอย่างออมต้องทำความเข้าใจ แต่ก็จะมาสับสนแต่ตารางเรียนที่เราเตรียมไว้รองรับความสะดวกความสบายของลูกค้าแหละค่ะ ที่ทำให้ออมค่อนข้างจะสับสน และจำไม่ได้ซักกะที ยิ่งมีความจำเป็นปลาทองอยู่ด้วย เลยต้องมี schedule และ รายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ ติดตัวไว้ตลอดเวลา เอาเป็นชนิดว่า พอพี่ท่านถามปุ๊บ อับดุล ก็ สามารถ ตอบได้ ( อับดุล เอ๊ยเอ๊ย ถามได้…. ได้ แหะๆๆๆ มั่วแย้ววว ) ก็มีเด็กๆ และผู้ปกครองให้ความสนใจในศิลปะป้องกันตัวเกินคาด อาจจะเนื่องมาจากภาวะสังคมในปัจจุบันด้วยมั้ง มีการฉกชิง วิ่งราว สารพัดอย่าง และเราก็ไม่สามารถดูแลคนที่เรารักได้ตลอดเวลา ดังนั้นก็เป็นสิ่งดี หากเค้ารู้จักดูแลตัวเองได้

ใคร ที่อยากให้สิ่งดีๆกับคนที่คุณรักก็อย่าลืมยิงตรงมาสอบถามรายละเอียดได้นะคะ งานนี้คุณครูเค้ารับเด็กตั้งแต่ เด็กป .1 เลยน๊ะ ยังไงก็ลองเข้ามาคุยกับครู นาธาน ที่สุโข สปา ก่อนก็ได้นะงับบ ถือโอกาสโฆษณาซะเลยย แหะๆ

ตอนบ่ายมีวันเกิดแขกด้วย ออมและพี่ๆก็เป็นตัวแทนไปร้องเพลง Birthday ให้กับแขก มีการมอบดอกกล้วยไม้หนึ่งกระถาง พร้อม Birthday Cake ให้กับแขก สร้างความประทับใจให้ลูกค้ามาก งานนี้มีการเอากระถางเซรามิคสวยๆของพี่ก้อยใส่ดอกกล้วยไม้ได้วย แว๊บแรกที่ออมเห็น ก็บอกว่า พี่ๆ เดี๋ยวแขกจะเอาไปหมดน๊ะ ไม่หรอก แขกเค้าไม่เอาไปหรอก ส่วนมากเค้าก็เอาทิ้งไว้นี่แหละ แต่ว่าออมเคยเจอนะพี่ โอ๊ยไม่มี ถึงมีก็น้อยๆๆมาก พี่ขวํญ คุณแม่บ้านคนเก่งเค้ายืนยัน ค่ะ งั้นก็ตามใจค่ะ ออมก็แค่เป็นห่วงเนอะๆๆ  งานนี้พี่ก้อย บอกให้ออมเอากล้องถ่ายรูปไปด้วย อีกละ เฮ้อ ออมไม่ค่อยจะปลื้มเลยน๊ะ ที่ได้เป็นตากล้อง ไม่เป็นไรไปกันหลายคนเดี๋ยวให้น้องๆเค้าช่วยถือให้ละกัน เอาเข้าจริงๆไม่มีใครยอมใครเลย ออมก็ต้องก้มหน้าก้มตารับกรรม ต่อไป แถมพี่ก้อย งานนี้พี่เค้าสะใจออมมี่เจงๆๆพี่ๆ เค้าโพสให้ออมเป็นระยะๆ แงๆๆ มีแต่คนรังแก แถมตอนร้องเพลง Birthday ให้แขก จบ ตากล้องก็ต้องเป็นคนกล่าวอวยพรลูกค้าอีก แง่มๆๆ มะค่อยจะรังแกกันเลยน๊ะ  ร้อยปี แก้แค้น ก็ยังไม่สายใช่ป่าวคะ

เงินไม่สำคัญ เท่ากับ สุขภาพที่แข็งแรง

เกิดเป็นผู้หญิงนี่ก็มีเรื่องให้ทรมานใจ หงุดหงิดไปทุกเดือนเลยนะคะ เฮ้อ ก็เลยเป็นที่มาของ เงินไม่สำคัญ เท่ากับ สุขภาพที่แข็งแรง ในวันนี้ซิคะ

 

ออมอยากให้ทุกคน เลิกคิดว่า เราต้องเตรียมหาเงิน ไว้ให้พอใช้ เวลาที่ล้มป่วย

ทำไมเราไม่เปลี่ยนความคิด ให้เป็น

ทำอย่างไร เราจะเป็นคนที่มีเงิน พอใช้ และไม้ต้องป่วย จะดีกว่า

คนสมัยนี้คล้ายกับมนุษย์ในร่างของเครื่องจักร คือความเป็น มนุษย์ ความรู้สึกนึกคิดยังคงเป็นปกติ อยู่ภายใน

แต่ว่าร่างกายคนเรา กลับถูกใช้งานราวกลับ เป็นเครื่องจักรที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิด

ทุกคนอ้างว่าที่ทำงานหนักมากกกก ก็เพราะต้องการหาเงินให้พอใช้

แต่ไม่เคยจำกัดความให้ตัวเองได้ว่า ความพอดี พอใช้ คืออะไร มีแต่นับวันจะยิ่งรู้สึกไม่พอ เพราะเพิ่มรายการใช้จ่ายให้ตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ทุกคนเชื่อว่า เกิดมาชาตินี้

คงไม่มีอะไรที่ทำแล้วจะคุ้มค่าไปกว่าการหาเงิน

แต่คนส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งกลับเชื่อว่า

ชีวิตนี้เกิดมาจะคุ้มค่าก็ตรงที่เราได้อยู่บนโลกใบนี้นานๆ

และอยู่ด้วยสุขภาพแข็งแรง

อยู่ด้วยจิตใจที่สดใส

แต่ก็น่าแปลก ที่คนกลุ่มน้อยกล่มนั้น

กลับตักตวงความสุขได้มากกว่าคนกลุ่มใหญ่

ที่เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินเสียอีก

 

เพื่อนๆ คงได้ยินพวกนักธุรกิจพูดกันอยู่เสมอว่า เงินคือ พระเจ้า แต่เพื่อนๆเคยได้ยินหรือเปล่าว่า คนป่วยที่เจ็บป่วยอยู่ในโรงพยาบาล พวกเค้จะพูดอยู่เสมอว่า ร่างกานแข็งแรง เป็นปกติมีค่ามากกว่าสิ่งอื่นใดๆ ซะอีก

ความไม่เจ็บป่วยคือ ลาภอันประเสริฐ ยังคงเป็นความจริงอยู่เสมอ แต่ทำไมเราจะต้องรอให้เจ็บป่วยก่อนถึงจะซาบซึ้งถึงความจริงข้อนั้น

 

หยุด หลงรักเงิน ทุ่มเท เพื่อเงิน

แล้วหันมารักตัวเอง ทุ่มเทให้ตัวเองบ้าง

เพราะการหาเงินได้มากนั้น ไม่ดีเท่ากับการหาเงินได้นานหรอก

……..เพื่อนๆว่าจริงหรือเปล่าคะ…..