ปรากฏการณ์ “สีเขียว” ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้ไม่เพียงปรากฏให้เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ แต่วันนี้กำลังขยายวงไปถึงในลิฟต์ขึ้นออฟฟิศ หน้าประตูออฟฟิศ ห้องประชุม กระทั่งโต๊ะทำงาน

ในแทบทุกออฟฟิศมีตั้งแต่ป้ายรณรงค์ประหยัดพลังงาน กิจกรรมชวนไปปลูกป่า ป้ายเชิญชวนให้งดใช้ถุงพลาสติก ไปจนกระทั่งงดใช้กล่องโฟม

ทุกๆ 1 วันของสัปดาห์ที่พนักงาน โคคา-โคลา จะต้องหอบหิ้วขยะรีไซเคิลที่แยกแล้วจากที่บ้านมาเข้าธนาคารรีไซเคิล ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เพื่อกระตุ้นให้ พนักงานในองค์กรได้หันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการคัดแยกขยะ โดยมีค่าตอบแทนเป็นแรงจูงใจ อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่งอกเงยขึ้นทุกๆ สัปดาห์ในบัญชี นอกจากพนักงานจะเบิกเงินกลับไป ยังสามารถนำเงินที่สะสมในบัญชีนั้นบริจาคเข้าโครงการเพื่อสังคมของบริษัท

ทุกๆ วันที่ ธนาคารเกียรตินาคิน กลุ่ม “ทูต KK อนุรักษ์พลังงาน” ซึ่งมีอยู่ในทุกแผนกทุกฝ่าย ซึ่งเป็นพนักงานที่ได้รับการเทรนด์ให้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานกำลังขยายองค์ความรู้เหล่านี้สู่เพื่อนๆ พนักงาน

ทุกๆ เช้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ “สมบูรณ์ กรุ๊ป” ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่จะตรวจสัมภาระที่พนักงานในบริษัทนำเข้ามาในเขตโรงงาน เพราะตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ถือเป็นนโยบายบริษัทที่โรงงานจะเป็นเขตปลอดโฟม

สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้กำลังถูกปลูกฝังกับพนักงานในหลายองค์กร และนี่ถือเป็นหนึ่งในทิศทางของการขับเคลื่อนแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เริ่มจากภายใน โดยมีตัวตั้งด้วยการสร้างจิตสำนึก” จากพนักงาน ซึ่งเป็นทิศทางที่เริ่มปรากฏชัดหลังจากที่ผ่านมา องค์กรจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมภายนอกโดยหลงลืมพนักงานภายใน

วัฒนธรรมสีเขียวที่กรุงไทย

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ นอกจากจะเป็นการเปิดตัวโครงการ “กรุงไทย Growing Green” ที่ไม่เพียงจะเป็นโครงการในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเปิดสาขานำร่องที่แก่งคอยและกระทุ่มแบน ที่เป็นสาขา อนุรักษ์พลังงานอย่างสมบูรณ์แบบ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การออกแบบให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานไปจนกระทั่งรูปแบบการตกแต่งภายนอก ซึ่งจะขยายสู่การปรับสาขาของกรุงไทยทั่วประเทศ ใน รูปแบบการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เรียกว่า กรีนรูฟ ซึ่งเป็นการทำสวนบนหลังคา และเป็นการปรับทัศนียภาพให้ดูร่มรื่น และอีกไม่นานยังจะมีการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ ให้ร่มรื่นขึ้นและกลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมืองที่เรียกว่าซิตี้สเปซ”

การเปิดตัวโครงการครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในการประกาศเจตนารมณ์ในการสร้างวัฒนธรรมสีเขียว (green culture) ภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นการสานต่อการทำงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่กรุงไทยเรียกว่า CSER ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่มุ่งส่งเสริมทุนทางปัญญาใน 4 มิติ ด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม

พงศธร สิริโยธิน” รองกรรมการ ผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าที่ผ่านมาเรามีกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมากมายตั้งแต่เรื่องปลูกป่า การออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน แต่เราเชื่อว่าการจะอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน สิ่งสำคัญคือการปลูกจิตสำนึกและสร้างให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร ที่ผ่านมาเรามีโครงการที่ปลูกฝังความคิดด้านอนุรักษ์กับบุตรหลานพนักงานและลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าการสร้างวัฒนธรรมสีเขียวจะส่งผลกระทบทางบวก เนื่องจากเราเป็นองค์กรใหญ่ มีสาขาถึง 800 แห่ง และมีพนักงานถึง 16,000 คน”

ในการสร้างวัฒนธรรมสีเขียว เราเชื่อว่าเมื่อพนักงานช่วยกันทำให้ฝังอยู่ในธุรกิจ และสามารถช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมนี้ต่อ เป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่จะปกคลุมผลิดอกออกผลให้เกสรปลิวออกไปให้คนมีจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมต่อไป” พงศธรกล่าวในที่สุด

สมบูรณ์ กรุ๊ป” โรงงานปลอดโฟม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต้นทางของความคิดในหลายองค์กรที่ลุกขึ้นมารณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นจะเป็นแนวคิดที่ดี แต่ในทางปฏิบัติบางครั้งก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เช่นเดียวกับทุกการเริ่มต้นที่บางครั้งย่อมเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานและการต่อต้าน ที่โรงงานของ “สมบูรณ์ กรุ๊ป” หลังจากเริ่มต้นโครงการ “โรงงานปลอดโฟม” ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการรณรงค์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานในองค์กรให้เลิกการใช้โฟมในการบรรจุอาหาร ด้านหนึ่งเป็นการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่อีกด้านหนึ่ง โครงการนี้ยังอยู่ เป็นความรับผิดชอบต่อ “พนักงาน” ในเรื่องของสุขภาพ

ตอนเริ่มต้นโครงการอาจจะมีพนักงานไม่เห็นด้วยบ้าง เพราะเดิมเขาสะดวกสบายและเคยชินกับการใช้กล่องโฟมในการบรรจุอาหาร แต่เราก็พยายามมีสิ่งต่างๆ เตรียมไว้รองรับ ไม่ว่าจะเป็นการแจกถุงผ้า การแจกกล่องข้าว ขวดน้ำ ซึ่งสามารถนำมาใช้ทดแทนการบรรจุกล่องโฟม และเรายังพยายามชี้ให้เขาเห็นว่านี่เป็นสิ่งสำคัญกับสุขภาพ ทั้งยังเป็นการลดขยะในการช่วยสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้พนักงานเข้าใจและโรงงานปลอดโฟมบรรจุอาหารแล้ว 100%” กาญจนา สุขพรหม ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมสังคม (CSR Manager) สมบูรณ์ กรุ๊ป กล่าว

สิ่งเล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงโลก

ปัจจุบันโรงงานจึงสามารถลดขยะจากกล่องโฟมได้มากถึง 600 กล่องต่อวัน ซึ่งถ้าคำนวณต่อปีแล้วสามารถลดได้จำนวนมหาศาล แต่นี่ดูเหมือนว่ายังอาจจะไม่ได้ไปถึงปลายทางที่บริษัทตั้งใจไว้ เพราะเป้าหมายในการทำโครงการรณรงค์ครั้งนี้ไม่ใช่อยู่แต่เพียงการลดขยะโฟมในโรงงานเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายสูงถึงการขยายผลให้พนักงานนำไปปฏิบัติในครอบครัวและขยายผลไปสู่ชุมชนที่เขาอยู่อาศัย

เรื่องนี้คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ในการที่จะประเมินผล เพราะเราต้องการผลในระยะยาวด้วย ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป แม้สิ่งที่เราทำอาจจะดูเป็นจุดเล็กๆ แต่จำนวนพนักงาน 2,500 คนถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและขยายผลได้ก็น่าจะช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ เพราะที่ผ่านมาเรามักพูดเรื่องการลดภาวะโลกร้อนในมุมของกระบวนการผลิต ทั้งๆ ที่ภาวะโลกร้อนเกิดจากคนมากกว่า ดังนั้นถ้าพัฒนาแต่กระบวนการผลิตแต่ไม่พัฒนาคนก็ไม่เกิดประโยชน์” กาญจนากล่าว

ถึงวันนี้โรงงานสมบูรณ์ กรุ๊ป ปลอดโฟม 100% สำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร ส่วนโฟมที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ได้วางแผนที่จะทำความเข้าใจและร่วมมือกับคู่ค้าหาวัสดุที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมมาทดแทน และภายในปี 2553

จะเห็นว่าความพยายามในการสร้างวัฒนธรรมสีเขียวจากภายในที่เกิดขึ้นในหลายองค์กรไม่ได้ใช้งบประมาณมหาศาล แต่กลับเป็นความพยายามในการสอดแทรกแง่มุมต่างๆ ไปในชีวิตประจำวัน และหลายครั้งก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ “ฐิตินันท์ วัธนเวคิน” ประธานสายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงมุมคิดในการขับเคลื่อน CSR ขององค์กรสู่ความสำเร็จไว้อย่างน่าสนใจว่า “สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้คนเกิดจิตสำนึก เพราะเราเชื่อว่า CSR จะเกิดได้ต้องมาจากผู้บริหารระดับสูง ต้องเข้าใจ ต้องมีนโยบายลงมา แต่พอมีแล้วจะประสบความสำเร็จได้ต้องเริ่มจากจิตสำนึกของคนข้างล่างและทำทั้งองค์กร แม้จะทำให้สำเร็จในคราวเดียวได้ยาก แต่ถ้าค่อยๆ ทำนั้นไม่ ยาก” ฐิตินันท์กล่าวในที่สุด

 

สุดทึ่ง!คู่รักอังกฤษลงทุนเก็บกระป๋องรีไซเคิลสะสมแต้มขึ้นเครื่องบิน เพื่อฉลองฮันนีมูน ก่อนสมปรารถนาได้ทัวร์ยุโรปสมใจ 

เดลี่ เทเลกราฟ”ได้ตีแผ่เรื่องราวของนายจอห์น และแอน ติล คู่รักอังกฤษซึ่งลงทุนเก็บขยะสะสมแต้มขึ้นเครื่องบินเที่ยวกลับ หลังทั้งคู่วางแผนที่จะฮันนีมูนหลังแต่งงาน โดยทั้งคู่ได้เก็บกระป๋องรีไซเคิล เช่น กระป๋องโค้ก และอื่น ๆ เป็นจำนวนกว่า 6 หมื่นชิ้น จนสามารถสะสมแต้มแอร์ไมล์ หรือแต้มขึ้นเครื่องบิน ที่ห้างเทสโก้ ทำให้ทั้งคู่สามารถสานฝันนั่งเครื่องบินเที่ยวขากลับชั้นธุรกิจกลับอังกฤษ ด้วยแรงมานะพยายามจากการเก็บขยะไปแจกแต้มในห้างเทสโก้ โดยสามารถสะสมแต้มได้เป็นจำนวน 36,000 ไมล์

 

ในการเก็บขยะดังกล่าว ทั้งคู่ได้ออกค้นหากระป๋องที่เป็นวัตถุรีไซเคิลในคืนแล้วคืนเล่าใส่ถุงพลาสิก ตามถนนใกล้บ้าน ก่อนจะนำไปทิ้งในถังขยะรีไซเคิลในห้างเทสโก้ ซึ่งจะแจกบัตรสะสมแต้มเป็นจำนวน 2.50 ปอนด์ สำหรับขยะจำนวน 250 ชิ้น และในช่วงก่อนเดือนพ.ค.ทั้งสองสามารถสะสมแต้มเพียงพอในการเที่ยวบินดังกล่าว ก่อนจะแต่งงานกันในเดือนก.ค. เดินทางไปฮันนีมูนไปยังกรุงนิวยอร์ก ด้วยเรือสำราญควีน แมรี่ 2 และท่องเที่ยวไปยังเมืองเดนเว่อร์,โคโรลาโด้ แนชวิลล์ เท็นแนสซี่ และแอตแลนต้า

 

ด้านนายทิมม์บอกว่า ขณะที่พวกเรามีความสุขในการเก็บขยะรีไซเคิล พวกเราก็ผิดหวังที่ได้เห็นขยะเป็นจำนวนมากในเมืองเรา ขณะที่โฆษกเทสโก้เปิดเผยว่า เขาไม่รู้เรื่องแผนเก็บขยะไปท่องฮันนีมูนของคู่รักอังกฤษคู่นี้มาก่อน และก็ขอแสดงความยินดีด้วย 

องค์กรสีเขียว

 

สุโขสปาต้องการจะนำเสนอว่าการกระทำต่างๆในฐานะองค์กรสีเขียวนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อตามกระแสนิยมของปัจจุบัน แต่เป็นไปเพราะ การรักษาสิ่งแวดล้อมก็คือส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวไทยมาแต่โบราณกาล

 

ชาวไทยได้รับการปลูกฝังให้มีความเคารพต่อทั้งตนเอง ผู้อื่น และต่อสิ่งแวดล้อม อันเป็นที่มาของพิธีกรรม และความเชื่อ ซึ่งล้วนบ่งบอกถึงความคำนึงถึงผู้อื่น และธรรมชาติของคนไทย

 

เรายืนอยู่บนผืนแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่ให้เราได้อยู่อาศัย และให้พืชพันธุ์อาหารของเราได้เติบโต ส่วนรอบตัวของเราก็คือต้นไม้ ซึ่งทำให้อากาศบริสุทธิ์ด้วยการผลิตออกซิเจน และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทั้งยังให้ผล ใบ ราก และลำต้นเป็นอาหาร และยาให้แก่เรา ชาวไทยเราเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีจิตวิญญาณ ดังนั้นเมื่อเราได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม เราจึงต้องแสดงความขอบคุณโดยการไม่ทำร้าย และดูแลธรรมชาติอย่างดีที่สุด

 

พวกเราชาวสุโขสปา ไม่ทำร้ายแขกของเราด้วยการใช้ผงชูรสในอาหาร หรือผ่านการใช้สารสังเคราะห์ใดๆในผลิตภัณฑ์  หรือทรีตเมนต์ ดังนั้นเราก็จะไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

 

วิธีรักษาสิ่งแวดล้อมแบบดั้งเดิมของไทย

 

๑.      เคารพต้นไม้

ประเทศไทยเป็นแหล่งรวมไม้เขตร้อนนานาพันธุ์ ดังนั้นชาวไทยจึงมีวิถีของการเคารพต้นไม้มาแต่โบราณ จนการปลูก และดูแลต้นไม้สามารถถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เด็กๆจะได้รับการปลูกฝังให้รู้จักการปลูกต้นไม้รอบบ้าน ซึ่งล้วนเป็นไม้ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และยังเป็นร่มเงาที่ทำให้บ้านร่มเย็นตลอดปีอีกด้วย

 

การ ปลูกต้นไม้ตามทิศเป็นหนึ่งในอุบายของคนไทยโบราณเพื่อสนับสนุนให้ลูกหลานปลูกต้นไม้รอบบ้าน ดั่งความเชื่อที่ว่า หากปลูกต้นไม้ถูกทิศ ก็จะนำมาซึ่งโชคลาภ

 

พิธีการ บวชต้นไม้ ก็เป็นอีกหนึ่งในอุบายที่แยบยลในการรักษาต้นไม้ ต้นไม้จะถูกห่มด้วยผ้าเหลืองชนิดเดียวกับของพระภิกษุ และไม้ต้นนั้นก็จะไม่ถูกโค่นไม่ว่าด้วยเหตุผลไดก็ตาม

 

ต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในบริเวณของ Sukko Cultural Spa and Wellness นั้นได้ถูกคัดสรรด้วยความสวยงาม ทั้งกลิ่น สี และโดยสรรพคุณ และประโยชน์ในการใช้งาน เพื่อที่แขกผู้มาใช้บริการจะสามารถเก็บผล ใบ และดอกของพืชพันธุเหล่านี้ได้ดั่งในบ้านไทยโบราณ

 

สวนผักของสุโขปลูกอยู่ใกล้กับบริเวณทางเข้าสปา ซึ่งในสวนก็จะมีพันธุ์ไม้ไทยปลูกไว้มากมาย ทั้งไม้ผล ผักต่างๆ ไปจนถึงเครื่องเทศ และสมุนไพร ซึ่งผล ใบ ดอก และรากไปจนถึงลำต้นของไม้เหล่านี้ก็จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งในการตกแต่ง ปรุงอาหาร และยา และสำหรับใช้ในการทำทรีตเมนต์อีกด้วย สวนผักของสุโขสปาเป็นสถานที่ซึ่งมีการสาทิตการปลูกต้นไม้ตามทิศไว้ให้ผู้สนใจสามารถเข้าชม

 

เขาสัพพยาเป็นสถานที่ซึ่งแสดงถึงอิทธิพลของธรรมชาติที่มีต่อชีวิตของชาวไทยในแง่ของการแพทย์แผนไทย บนเขาสัพพยาซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของสุโขสปา มีสวนสมุนไพรท้องถิ่นขึ้นอยู่ท่ามกลางสวนยางมากมาย เพื่อรอให้ผู้สนใจได้เข้าสำรวจ

๒.     เคารพน้ำ

สุโขสปาไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำลายคุณภาพน้ำ ไม่ว่าจะเป็นจากปุ๋ย หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำทรีตเมนต์

 

ปุ๋ยที่ใช้ในสุโขสปาเกิดขึ้นจากกรรมวิธีการหมักขยะอินทรีอย่างธรรมชาติ เพื่อเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีซึ่งอาจก่อให้เกิดสารเคมีตกค้างในดิน และน้ำ

 

น้ำเสียทั้งหมดของสุโขสปาจะผ่านการบำบัด ซึ่งเป็นการเลียนแบบกระบวนการทางธรรมชาติ จึงสามารถนำไปรดต้นไม้ได้โดยไม่รบกวนระบบน้ำทางธรรมชาติ เพื่อเป็นการช่วยประหยัดน้ำ

 

พิธีลอยดอกไม้

ก่อนจะเข้าสู่บริเวณลอบบี้ แขกจะได้รับการเชิญชวนให้ลอยดอกไม้ซึ่งทางสปาได้จัดเตรียมใว้ให้ลงบนสระน้ำข้างทางเดิน ในรูปแบบ และจุดประสงค์ซึ่งคล้ายคลึงกับการลอยลอยกระทง ซึ่งได้ถือกำเนิดขึ้งในช่วงสมัยสุโขทัย คือเพื่อแสดงความเคารพขอขมา และขอบคุณต่อพระแม่คงคา และยังถือเป็นการปล่อยโรคภัย ความโชคร้าย และความทุกข์ต่างให้ลอยไปตามน้ำ เพื่อพร้อมรับความสุขที่จะได้พบเจอ

๓.      เคารพดิน

ลดปริมาณขยะผ่านการลดปริมาณแพคเกจจิ้งของผลิตภัณฑ์

สุโขสปาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแพคเกจจิ้งน้อยที่สุดเพื่อลดปริมาณขยะ ขยะที่สามารถนำมารีไซเคิ้ลได้จะถูกรวบรวมเพื่อนำไปขาย โดยนำรายได้เข้าสู่กองทุนยังชีพพนักงาน (ขยะส่วนที่สามารถนำไปรีไซเคิ้ลได้ประกอบด้วยพลาสติก  กระป๋อง และกระดาษ)

 

ไม่มีอะไรเหลือทิ้ง ปุ๋ยจากห้องครัว

ขยะอินทรีย์จะถูกแยก และนำมาหมักเพื่อใช้เป็นปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้ในสวนต่างๆของสุโขซึ่งจะไม่ทำให้เกิดสารเคมีตกค้างในดิน  ขยะเหล่านี้จะถูกนำมาหมักร่วมกับกากน้ำตาลเป็นเวลา ๑ เดือน แล้วจึงแยกน้ำ(ปุ๋ยน้ำ)มาใช้โดยนำมาผสมน้ำในอัตราส่วน๑ต่อ๒๐๐รดผักและไม้แต่งสวนในเวลาเช้ามืดและตอนเย็น(เพราะช่วงเวลากลางวันแสงแดดจะทำลายจุลินทรีย์ในปุ๋ยทำให้ปุ๋ยไม่สามารถมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่  ส่วนกากที่เหลือนำมาผสมกับดินทำปุ๋ยหมักต่อไป

ขยะอื่นๆนอกเหนือจากขยะข้างต้นจึงเข้าสู่กระบวนการกำจัดขยะของเทศบาลต่อไป(ไม่เกิน๔๐%ของขยะทั้งหมด)

 

รูปปั้นพระแม่ธรณี

สุโขสปาแสดงความเคารพต่อผืนดินผ่านการสักการะพระแม่ธรณี วึ่งมีรูปปั้นตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าดร็อบอ็อฟ สุโขจะจัดเคริองสักการะซึ่งประกอบไปด้วยธูป เทียน ดอกไม้ และน้ำทุกๆวันเพื่อแสดงถึงความขอบคุณต่อประโยชน์ซึ่งผืนดินมอบให้แก่เราทุกๆคน