หลังจากที่ออมกินแมคโครไบโอติกส์ ซึ่งอาศัย ข้าวกล้อง และข้าวสังข์หยดเป็นตัวนำแล้ว เราได้มีการประมวลผลกันด้วยค่ะ ผลคือ น้ำตาลในเลือดลดลง ถึงน้ำหนักออมก็เท่าเดิมกับครั้งที่แล้ว แต่ครั้งนี้ เอวของออม หายไป 1 นิ้ว ค่ะ น่าพิศวงใช่มั้ยล่ะ พี่เจ๊ และเอฟ เอวลดไป 3 ตั้งนิ้วเลยค่ะ น่าทึ่งมาก ใช้เวลาแค่ 2 อาทิตย์เอง คุณหมอบอกออมว่ามันจะทำให้ร่างกายเรากระชับขึ้นค่ะ เย้ๆๆๆ ดีใจจริงๆ นี่ขนาดออมไม่ได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดนะคะ (เพราะยังมีบางวันแอบไปกินเส้นอยู่…หุหุ) เอาละค่ะ ขอแทรกวิชาการอีกนิดนะคะ

  

 หลักของการกินแบบแมโครไบโอติกส์นั้น คือ ความพอเหมาะพอดี หมายถึงให้กินตามที่ร่างกายต้องการอย่างแท้จริง ทั้งชนิดและปริมาณของอาหาร และต้องเป็นอาหารที่มาจากธรรมชาติ ใช้วัตถุดิบที่สด สะอาด ปราศจากสารพิษต่างๆ มีการปรุงแต่งรสชาติแต่พอดี ไม่มากจนกลบรสชาติแท้จริงของอาหาร โดยใช้เครื่องปรุงรสจากธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในการแต่งรส แต่งสี หรือแต่งกลิ่นโดยเด็ดขาด  เมื่อร่างกายได้รับแต่อาหารที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับตัวเองในปริมาณที่เพียงพอ ไม่มากหรือน้อยเกินไป ประกอบกับมีการออกกำลังที่พอเหมาะ และมีจิตใจที่สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ ย่อมถึงซึ่งสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาว อันเป็นสุดยอดความปรารถนาของคนทั่วไป

      อาหารแนวแมคโครไบโอติกส์ จะมีการกำหนดสัดส่วนโดยเฉลี่ยของอาหารแต่ละประเภทในแต่ละมื้อ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละคนและในแต่ละท้องถิ่นตามความเหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ โดยทั่วๆไปแล้วจะมีสัดส่วนมาตรฐานดังนี้

1.       ธัญพืชไม่ขัดสี หรือผลิตภัณฑ์จากธัญพืชไม่ขัดสี 50-60%

2.       ผักที่ปลูกในท้องถิ่น 20-30%

3.       ซุปหรือแกง 5-10%

4.       โปรตีนจากถั่วหรือปลา 5-10%

สัดส่วนนี้เป็นเพียงแนวทางกว้างๆ สำหรับเป็นหลัก ในการปฏิบัติต้องนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้า

กับสภาวะโดยรวมของตนเองดังที่กล่าวไว้แล้ว กลุ่มที่ต้องพิจารณาให้ดีคือ เด็กทารก เด็กกำลังเจริญเติบโต สตรีมีครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ซึ่งบุคคลเหล่านี้สามารถเลือกกินให้กว้างๆได้ ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่สูตรมาตรฐานเท่านั้น สามารถจะเสริมด้วยเนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์ชนิดอื่นได้บ่อยกว่าคนทั่วไป มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาสุขภาพจากการขาดสารอาหารบางชนิดได้ 

      สำหรับการปรุงอาหารแมคโครไบโอติกส์นั้น จะใช้ความร้อนจากแก๊สหรือถ่านไม้ โดยพยายามหลีกเลี่ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือไมโครเวฟในการปรุงอาหาร เนื่องจากมีความเชื่อว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะทำลายพลังชีวิตของอาหาร นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ปรุงอาหารอย่างถูกสุขอนามัย และที่สำคัญคือ ปรุงด้วยความรักและจิตใจที่แจ่มใส

     หากใครได้ศึกษาวิธีการปรุงและการจัดอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์อย่างเข้าใจถ่องแท้แล้ว จะพบว่า อาหารที่ดีต่อสุขภาพก็สามารถอร่อยได้ และอร่อยอย่างมีคุณค่าเสียด้วย อาหารแมคโครไบโอติกส์ไม่ใช่อาหารที่มีรสชาดจืดชืดน่าเบื่อ แต่หากเป็นอาหารที่มีความสมดุลในสัดส่วน มีความหลากหลายในส่วนผสม มีรสกลมกล่อมจากเครื่องปรุงตามธรรมชาติ และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่จะถ่ายทอดไปเป็นพลังกายที่แข็งแกร่งและพลังใจที่เข้มแข็งให้เราใช้ในการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพต่อไป.

ตัวอย่างอาหารแมคโครไบโอติกส์ค่

img_7060

 

ออมคิดว่าเพื่อนๆหลายๆคนก็คงจะมีความคิดเช่นเดียวกับออมนะคะ ว่าเวลากินข้าวถ้าไม่อยากอ้วนให้กินกับข้าวเยอะๆ กินข้าวให้น้อยๆ แต่เพื่อนๆเชื่อมั๊ยคะว่าตอนนี้มันตรงข้ามกันหมดแล้วค่ะ ออมก็ไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะ ว่าทำไมกินข้าวเยอะๆแล้วไม่อ้วน หากไม่ประสบกับตัวเอง ปกติออมไม่ชอบที่จะกินข้าวเลย อาหารมื้อหลักของออมต้องเป็นอาหารประเภทเส้นๆๆๆๆๆ เท่านั้นไม่ว่าจะเป็น ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว หรืออะไรก็แล้วแต่ขอให้มันเป็นเส้นเป็นสายกะพอ ตอนนี้ออมประสบกับตัวเองแล้วค่ะ ข้าวไม่ได้ทำให้เราอ้วนเลยแม้แต่น้อย อาหารที่เป็นเส้นต่างหากที่ทำให้เราอ้วนเอาอ้วนเอา ตอนนี้ออมเริ่มกินอาหารแมคโครไบโอติกส์มา 5 วันแล้ว เพื่อนๆเชื่อมั้ยคะ ว่าน้ำหนักออมลดลงไปตั้ง 8 ขีด ภายในระยะเวลาแค่ นี้เองค่ะ ไม่อยากจะเชื่อละซิ หุหุหุ (แต่ว่าอย่าถามเลยนะว่าก่อนหน้าออมนำหนักเท่าไหร่ !!!) เอาเป็นว่าตอนนี้ออมกินมาก แถมมากกว่าปกติด้วยนะคะ เน้นกินข้าว 50% กินกับข้าว 30% ผัก 20% มาถึงตอนนี้ออมคิดว่าคงมีเพื่อนๆหลายคนอยากรู้แล้วว่า ข้าวที่ว่านี้คืออะไร หลายๆคนคงยังไม่รู้จักข้าวสังข์หยด

       *ข้าวพันธุ์สังข์หยดมีสีแดงสวย เป็นพันธุ์ข้าวในพื้นที่ภาคใต้ที่มีการปลูกมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยเฉพาะในจังหวัดพัทลุง คนในพื้นที่นิยมบริโภคกันมาช้านาน มีการบอกเล่าถึงสรรพคุณทางยา รวมถึงเป็นข้าวชนิดพิเศษที่มักใช้ในงานประเพณีที่สำคัญของภาคใต้อยู่เสมอ ในปัจจุบันนี้ มีการวิเคราะห์ถึงคุณค่าทางโภชนาการของข้าวสังข์หยดที่ปลูกในจังหวัดพัทลุงโดยสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าในข้าวพันธุ์นี้ นอกจากจะมีโปรตีน แคลเซียม และวิตามินบีสูงแล้ว ยังมีธาตุเหล็กและสังกะสีอยู่มากกว่าข้าวที่ปลูกในจังหวัดอื่นๆ

img_70501 img_70481

       *ข้าวพันธุ์สีนิล เป็นข้าวที่ได้จากการคัดพันธุ์กลายของข้าวเหนียวดำต้นเตี้ยจากจีน เมล็ดข้าวสีม่วงเข้มเกือบดำ เมล็ดใส เหนียวนุ่ม เมล็ดยาว เมื่อหุงสุกจะนุ่มและมีกลิ่นหอมแบบข้าวเหนียวดำและข้าวหอม ข้าวสีนิลนับเป็นข้าวที่มีโภชนาการสูง มีโปรตีนอยู่ในช่วงประมาณ 10-12.5 % มีแคลเซียม 4.2 มิลลิกรัม/100 กรัม ธาตุเหล็ก 2.25-3.25 มิลิกรัม/ 100 กรัม ธาตุสังกะสีประมาณ 2.9 มิลลิกรัม มีปริมาณสารโปรแอนโทรไซยานิดิน (Proanthrocyanidin)สูงประมาณ 293 ไมโครโมล/กรัม ( โปรแอนโทรไซยานิดินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมาก)มีน้ำมันรำข้าว 18 % และพบว่ามี omega-3 ประมาณ1-2 % นอกจากนี้ ข้าวกล้องสีนิลยังมีปริมาณไฟเบอร์ ถึง 10 %

ข้าวของคนไทยดั้งเดิมนั้นคือ  ข้าวกล้อง ซึ่งบางคนเรียกกันติดปากว่า ข้าวซ้อมมือหรือข้าวแดง เนื่องจากในสมัยโบราณ ชาวบ้านใช้วิธีตำข้าวกินกันเอง จึงเรียกว่า ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง คือข้าวที่สีเอาเปลือก (แกลบ) ออกโดยที่ยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำ) อยู่ ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้มีคุณค่าอาหารที่มีประโยชน์มากทีเดียว

        ข้าวของคนสมัยใหม่คือข้าวขาวสีขาวสะอาด เป็นข้าวที่ผ่านการขัดจากเครื่องจักรประสิทธิภาพสูงซึ่งขัดสีจนเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวและจมูกข้าวหลุดออกไปจนหมดสิ้น เหลือแต่เนื้อในของข้าว การขัดสีส่วนที่มีคุณค่าต่อร่างกายออกไป ทำให้ข้าวขาวแทบจะเหลือเพียงแต่แป้ง นักค้นคว้าชื่อ โรสเดล ( Rosedale ) ได้วิเคราะห์ว่า การขัดสีข้าวกล้องจนมีสีขาว นอกจากจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวจะถูกขจัดออกไปแล้ว ยังทำให้โปรตีนสูญหายไปประมาณ 30% ข้าวขาวกินแล้วนุ่มลิ้น แต่แทบไม่มีสรรพคุณทางยาเหลืออยู่เลย  มีเพียงแต่สารอาหารที่ให้พลังงานเท่านั้น 

         ข้าวกล้องมีโปรตีนประมาณ 7-12% แล้วแต่ว่าเป็นข้าวพันธุ์ใด ข้าวกล้องแต่ละพันธุ์อาจมีสีที่แตกต่างกัน เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิมีสีน้ำตาลอ่อน ข้าวกล้องสังข์หยด*มีสีแดง หรือข้าวกล้องสีนิล*มีสีม่วงเข้มเกือบดำ เป็นต้น ไม่ว่าจะมีสีใดก็ตาม ข้าวกล้องจะต้องมีส่วนของจมูกข้าวและรำข้าวติดอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้น หากข้าวมีสีแดงแต่ไม่มีจมูกข้าวและรำข้าวติดอยู่ ก็ไม่เรียกว่าเป็นข้าวกล้อง

        ในข้าวกล้องมีสารเส้นใยสูงมากกว่าข้าวขาว 3-7 เท่า การกินข้าวกล้องจะได้สารเส้นใยไปพร้อมๆกับ

สารอาหารบำรุงร่างกายสารพัดชนิด สารเส้นใยนี้จะช่วยซับเอาน้ำมันและน้ำตาลที่กินเข้าไปล้นเกิน ทิ้งเป็นกากอุจจาระ ซึ่งนอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักแล้ว ยังสามารถช่วยควบคุมระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป และเมื่อมีกากอุจจาระมากขึ้น ก็ทำให้การขับถ่ายดีขึ้นช่วย ลดอาการท้องผูกได้อีกด้วย

           นอกจากนี้ สารเส้นใยยังทำให้คนกินข้าวกล้องอิ่มนานกว่าคนกินข้าวขาวและไม่อยากกินจุบจิบ เนื่องจากการย่อยสารเส้นใยใช้เวลานาน และการที่ใช้เวลาในการถูกย่อยนานนี้เองทำให้น้ำตาลในแป้งของข้าวกล้องถูกปล่อยออกมาสม่ำเสมอไม่เร็วเกินไป ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ทำให้ไม่รู้สึกอยากกินของหวานหรืออาหารระหว่างมื้อ ต่างจากการย่อยข้าวขาวซึ่งมีแต่คาร์โบไฮเดรตล้วนๆซึ่งจะถูกย่อยเร็ว ทำให้น้ำตาลในแป้งออกมาสู่ร่างกายมากและไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้น้ำตาลในร่างกายสูงเร็วพรวดพราดและไม่คงที่ ทำให้หิวเร็ว ไม่เหมาะสมกับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือผู้ที่มีเป็นโรคเบาหวาน

 

             คุณค่าทางอาหารอื่นๆที่ทำให้ข้าวกล้องมีประโยชน์มหาศาลก็คือ วิตามินและแร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่มากกว่าในข้าวขาวหลายเท่าตัว เช่น วิตามินบี 1 และบี 2 ซึ่งช่วยในการเผาผลาญอาหาร ช่วยให้การย่อยและการขับถ่ายดีขึ้น ทำให้ระบบประสาททำงานได้ดี จึงรู้สึกสดชื่นกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่าไม่ซึมเศร้า ความจำดี ป้องกันและบรรเทาอาการตาสู้แสงไม่ได้ และคอยควบคุมรักษาสุขภาพของผิวหนัง โดยร่วมด้วยช่วยกันกับแร่ธาตุสังกะสี (ที่พบมากในข้าวกล้องพันธุ์สังข์หยด) ช่วยลดอาการผื่นคัน ทำให้ผิวพรรณผ่องเป็นนวลใยอย่างที่คนโบราณเขาเรียกกันว่า ผิวนวลข้าว

 

          วิตามินบีอีกชนิดคือ บี3เป็นตัวสำคัญในการสังเคราะห์ฮอร์โมนสืบพันธุ์ เมื่อรวมกับแร่ธาตุเซเลเนียมในข้าวกล้องก็จะช่วยลดอาการหงุดหงิด สวิงสวาย หน้ามืด อ่อนเพลีย ร้อนวูบวาบ ซึ่งเป็นอาการของวัยหมดหรือใกล้หมดประจำเดือนได้ดี

           สำหรับกลุ่มวิตามินบี 5-บี12 นั้น ช่วยในการเผาผลาญและใช้แป้ง ไขมันและโปรตีนให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย ลดอาการบวมน้ำ ควบคุมการทำงานของสมองและอารมณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปกติ และช่วยชะลอความชรา ลดความเสื่อมสมรรถภาพของอวัยวะต่างๆ ประกอบกับในข้าวกล้องมีวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมาช่วยป้องกันปัญหาอันเกิดจากการแก่ก่อนวัย ริ้วรอยตีนกา รอยกระแก่ตามผิวหนังก็ไม่เกิดขึ้นก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้ วิตามินอียังป้องกันไม่ให้เลือดไปอุดตันตามหลอดเลือด ช่วยลดอาการกำเริบของโรคหัวใจหรืออัมพฤต อัมพาต

 

          นอกเหนือจากกล่าวมาแล้วในข้าวกล้องยังมีสารอาหารอีกหลายชนิดที่สามารถช่วยให้ระบบต่างๆในร่างกายแทบทุกระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสรุปแล้ว เมื่อกินข้าวกล้องเป็นประจำ จะช่วยป้องกัน บรรเทา หรือแม้แต่รักษาปัญหาสุขภาพต่างๆได้มากมายดังนี้:

Ø       อ้วนหรืออ้วนง่ายหรือมีปัญหาในการลดความอ้วน

Ø       ท้องผูก

Ø       ไขมันในเลือดสูง

Ø       น้ำตาลในเลือดสูงหรือเป็นโรคเบาหวาน

Ø       ตาสู้แสงไม่ได้ คันตาและแสบลูกตาเป็นประจำ หรือการมองเห็นไม่เป็นปกติ

Ø       คันตามผิวหนัง มีอาการผิวหนังอักเสบหรือใบหน้ามีผื่นแดงบ่อยๆ

Ø       ภูมิต้านทานต่ำ หรือเป็นภูมิแพ้ หอบหืด

Ø       กล้ามเนื้อไม่มีแรง เหนื่อยง่าย

Ø       ชาหรือเป็นตะคริวที่ขา

Ø       ปวดไขข้อ หรือเจ็บขัดๆตามข้อต่างๆ

Ø       อ่อนเพลีย ซึมเศร้า

Ø       กระวนกระวาย หงุดหงิด

Ø       นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท

Ø       ปวดศีรษะเรื้อรัง

Ø       โลหิตจาง ซีด

Ø       มีอาการบวมน้ำในระยะก่อนมีประจำเดือน

Ø       มีอาการของวัยทอง เช่น หงุดหงิด สวิงสวาย อ่อนเพลีย หน้ามืด ร้อนวูบวาบฯลฯ

Ø       ความจำเสื่อม

Ø       ระบบประสาทผิดปกติ ปลายประสาทอักเสบ

Ø       การรับรู้รส หรือกลิ่นไม่ดี

Ø       แก่ก่อนวัย

Ø       ผมร่วงหรือหงอกก่อนวัย

         ใครอยากมีรูปร่างสมส่วน ผิวพรรณผ่องใส อารมณ์ดี สดชื่นแจ่มใส มีเรี่ยวแรงมาก แก่ช้า สมองดี ไม่หลงลืม สุขภาพโดยรวมดี  ภูมิต้านทานดี ไม่เจ็บไม่ป่วย ต้องกินข้าวกล้องกันทุกมื้อนะคะ

 

 

 

 

 

 

สูตรอาหารลดความอ้วน

สูตรที่ 1
สูตรอาหารไฮโซค่ะ 3 วัน 3 กก. อึม เป็นไง อ่านแล้วน่าสนใจดีไม๊คะ วันละ 1 กก. แบบนี้ 1 อาทิตย์ก็ผอมเพรียวสมใจอยาก แถมรายการอาหารยังไม่โหด เหมือนซุปผักเมื่อกี้อีกด้วย ได้ทานขนมปังอีกตะหาก สวรค์ของคนลดน้ำหนักเลยค่ะ แต่ขอบอกค่ะว่าแต่ละวันอาหารตามสูตรหายากมากกก แบบออกแนวไฮโซ บ้านๆ อย่างเราไม่ค่อยซื้อทานหรอกค่ะ สูตรมีดังนี้นะคะ

วันที่ 1
เช้า
กาแฟ หรือ ชา ไม่ใส่น้ำตาลและครีมเทียม 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น (โฮลวีทได้ก็จะดีมาก)
ถั่ว baked bean 120 กรัม (ถั่วในซอสมะเขือเทศ)
ส้ม 1 ลูก

กลางวัน กาแฟ หรือชา 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
ปลาทูน่า 120 กรัม

เย็น ถั่วฝักยาวต้ม 120 กรัม
บีทรูท หรือ แครอท ต้ม 120 กรัม
แฮมไก่ 2 แผ่น ไก่เท่านั้นนะคะ
ไอศกรีม วานิลา 1 ถ้วยเล็ก

วันที่ 2
เช้า กาแฟหรือ ชา 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
ไข่ต้ม 1 ฟอง
กล้วยหอม 1/2ผล

กลางวัน แครกเกอร์แบบเค็ม 5 แผ่น
ชีส low fat 1 แผ่น (อาจเปลี่ยนเป็น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ)

เย็น บล๊อคโครี่ กับแครอท ต้ม อย่างละ 120 กรัม
แฮมไก่ 2 แผ่น
กล้วยหอม 1/2ผล
ไอศกรีม วานิลา 1 ถ้วยเล็ก

วันที่ 3
เช้า กาแฟหรือ ชา 1 ถ้วย
แครกเกอร์ เค็ม 5 แผ่น
ชีส low fat 1 แผ่น
แอ๊ปเปิ้ล 1 ผล

กลางวัน กาแฟหรือชา 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
ไข่ต้ม 1 ลูก

เย็น ดอกกะหล่ำต้ม กับ แครอท อย่างละ 120 กรัม
ทูน่า 120 กรัม
แตงไทย หรือ แคนตาลูป 1 ชิ้น
ไอศกรีมวานิลา 1 ถ้วยเล็ก


 

 

สูตรที่ 2
เห็นเค้าบอกว่าเป็นสูตรพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพฯ สูตรน่าสนใจมากค่ะ และยังบอกอีกว่าสามารถลดน้ำหนักได้ อาทิตย์ละ 9 กก. ค่ะ เห็นสูตรครั้งแรกดิฉันจดอย่างเร็วเลย ถ้าลดได้ขนาดนี้ละล่ะก็ ต่อให้ทานผิดพลาดยังไง อย่างต่ำคงลดได้ 3 กก. แหละค่ะ อาหารก็หาง่ายๆ เหมือนเราทานทุกวันนี่ล่ะค่ะ

วันที่ 1
เช้า…น้ำผลไม้คั้นหรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน… ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น… สลัดผัก

วันที่ 2
เช้า… น้ำผลไม้คั้นหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน…ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น…โยเกิร์ต 1 ถ้วย

วันที่ 3
เช้า… กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย หรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน… เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (เนื้อ,หมู)
เย็น… สับปะรด 1 ชิ้น

วันที่ 4
เช้า…น้ำผลไม้คั้น หรือกาแฟดำและขนมปัง 1 แผ่น
กลางวัน… สลัดผักและไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น…โยเกิร์ต 1 ถ้วย

วันที่ 5
เช้า… น้ำผลไม้คั้นหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน… ส้มตำและไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น… สลัดผัก

วันที่ 6
เช้า… น้ำผลไม้คั้นหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน… ปลานึ่งหรือปลาเผาไม่จำกัด
เย็น… นมสด 1 แก้ว(พร่องมันเนย)

วันที่ 7
เช้า… ข้าว 1 ทัพพีและเนื้อ 1 ชิ้นหรือไข่ต้ม 1 ฟอง
กลางวัน… เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม(เนื้อ,หมู)
เย็น… สับปะรด 1 ชิ้น

 ขอขอบคุณแหล่งที่มา จาก http://women.mthai.com

แมคโครไบโอติกส์ เป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกแขนงหนึ่ง ที่เป็นการดูแลรักษาสุขภาพและดำเนินชีวิตแบบองค์รวม เพื่อให้บุคคลมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผ่านทางอาหารและวิถีชีวิตที่สมดุล ยังรวมถึง ทัศนะการมองชีวิตที่ยิ่งใหญ่ งดงาม เพื่อการมีสุขภาพดี มีความสุข อิสระ และมีชีวิตที่ยืนยาว

แมคโครไบโอติกส์


      เป็นศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอีกวิธีหนึ่ง ที่เรียนรู้ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ
อาหาร สุขภาพ(กาย-ใจ) และสิ่งแวดล้อม แมคโครไบโอติกส์(Macrobiotic) ตามรากศัพท์
ภาษากรีก หมายถึง” ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ” ปรัชญาของแมคโครไบโอติกส์ คือ การดำเนินชีวิตที่
เรียบง่าย  สอดคล้องธรรมชาติ มีความสุข อิสระ จะทำให้ชีวิตมีความยืนยาวและมีความผา
สุขของมนุษย์ การทำอาหารแมคโครไบโอติกส์ จึงจะเน้นอาหารที่สดเป็น ธรรมชาติ
ิมีการปรุงแต่งน้อย และใช้วิธีการที่ไม่ทำให้คุณค่าอาหารตาม ธรรมชาติสูญเสียไป
ส่วนประกอบของอาหารแมคโครไบโอติกส์จะให้ความสมดุลแก่ร่างกายตามหลัก หยินและ
หยาง และการทำอาหารแมคโครไบโอติกส์จะช่วยสร้างสมดุลในธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา

มื้อ ของอาหารแมคโครไบโอติกส์ ประกอบด้วยอะไร

แมคโครไบโอติกส์ เน้นเรื่องการกินให้สมดุล หลากหลายใน 1 มื้อ
มีข้าวกล้องหุงอร่อย ๆ จากหม้อความดัน (Pressure Cook) ซึ่งเป็น Complex Carbohydrate ที่มีประโยชน์
ยิ่งต่อร่างกาย ซุป หรือแกงจืดที่ปรุงด้วยผัก, สาหร่ายทะเล ให้รสหวานธรรมชาติ และแร่ธาตุแก่ร่างกาย
ผักต่าง ๆ เพื่อความสมดุล ทั้ง สลัดผักสดน้ำส้มคั้นจากผลส้มหอมหวานสดชื่น และผักต้มสุกหวาน นุ่มนวล เช่น แครอท, บรอคโคลี่, กระหล่ำ
โปรตีนจากปลา หรือเต้าหู้ หรือถั่วธัญพืชต่าง ๆ ธัญพืชของเราอบต้มในหม้อความดัน 2 ชม. เพื่อให้สุกนุ่มทั้งเมล็ด ละลายในปาก ชุ่มนุ่ม อุดมคุณค่าและพลัง
โรยข้าวด้วยงาคั่วใหม่ บดกับเกลือเล็กน้อยให้ได้รับแร่ธาตุ วิตามิน และช่วยทำให้ความเป็นหยินหยางในข้าวแต่ละคำมีความสมดุลในรสอาหารที่ไม่จัดจ้าน
ขอเชิญชวนให้คุณเคี้ยวข้าวคำละ 20-30 ครั้งหรือมากกว่า เพื่อสัมผัสรส
และพลังของอาหารที่ซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย อาหารแบบแมคโครไบโอติกส์ จึงเป็นอาหารแบบธรรมชาติ
(Whole Food) ซึ่งความสมดุล มีคุณลักษณะไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย และสูงด้วยไฟเบอร์ช่วยชำระล้างของเสียภายใน

เครื่องปรุงของอาหารแมคโครไบโอติกส์

อาหารแมคโครไบโอติกส์ คัดสรรความสดของวัตถุดิบ ปรุงแต่งแต่น้อยเพื่อคงรสแท้
้และพลังของอาหารไว้มากที่สุด รสหวานที่มีอยู่มาจากอาหารแท้ ๆ แมคโครไบโอติกส์จะไม่ใช้น้ำตาลทราย หากจำเป็นก็จะใช้น้ำเชื่อมจากข้าว
น้ำอ้อย น้ำผึ้งเล็กน้อย รสเปรี้ยวจะใช้ความเปรี้ยวจากธรรมชาติ เช่น มะขาม
บ๊วย น้ำส้มคั้น มะนาว ไม่ใช่น้ำส้มสายชูซึ่งไม่สมดุล รสเค็ม จากเกลือทะเลแท้ และซีอิ๊วขาวที่หมักธรรมชาติ หรือซีอิ๊วทามาริ (Tamari) ที่ไม่มีน้ำตาลเจือปน นอกจากนี้ยังใช้เต้าเจี้ยว หรือมิโซะหมักมากคุณค่าจากเอ็นไซม์ธรรมชาติ

สิ่งที่คุณจะได้รับจากอาหารแมคโครไบโอติกส์
o สังเกตดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง เมื่อรับประทานต่อเนื่อง 1 สัปดาห์ เช่น
หน้าท้องแบนราบ เอวหลวมขึ้น
ระบบขับถ่ายนุ่มนวล ไม่มีปัญหา
นอนหลับสบายขึ้น
ไม่หิวจนตาลาย หรือหมดแรง มือสั่น
เบาเนื้อเบาตัว หน้าตาและอารมณ์ผ่องใส
o เมื่อรับประทานต่อเนื่อง 1 เดือน คุณจะพบว่า
กระฉับกระเฉง ไม่งัวเงีย เพลีย เหนื่อย
ริมฝีปากไม่แห้ง ส้นเท้าที่แตกผิวหนังแห้งหายไป ลิ้นเป็นฝ้าหายไป
ร่างกายกระชับ น้ำหนักตัวส่วนที่เป็นไขมันส่วนเกินหายไป 3 – 5 กิโลกรัม โดยไม่ต้องอดอาหาร
o มีตำราหนังสือมากมาย รวมทั้งงานวิจัยที่ตีพิมพ์ว่า อาหารแมคโครไบโอติกส์ เป็นอาหารต้านมะเร็ง, ลดเบาหวาน ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายอย่างเห็นผล

ขอขอบคุณ ข้อมูลดีๆจาก http://www.lemonfarm.com/macrobiotics.html

 

 

แมคโครไบโอติกส์ กินเน้นสุขภาพ

 แมคโครไบโอติกส์ คือการทานอาหารที่เน้นสุขภาพเป็นหลัก แต่มีผลข้างเคียงคือทำให้น้ำหนักลดโดยที่ไม่อ่อนเพลีย ผิวหนังไม่เหี่ยว ชะลอความแก่ได้ ยิ่งถ้าทำคู่ไปกับการเล่นโยคะหรือฝึกสมาธิด้วยหน้าตาผิวพรรณจะสดใสอย่างเห็นได้ชัด

     • ต้องทานอาหารประเภทแป้งไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท ให้ได้ 50%ของแต่ละมื้อ     • ทานผักดิบและผักสุกร่วมกัน อาจจะทำเป็นสลัดผักหรือเป็นผักต้มจิ้มน้ำพริก (บางอย่างก็ไม่ต้องต้ม เช่น แตงกวา มะเขือเทศ ผักกาดหอม เพื่อให้มีทั้งผักสุกและดิบ) หรือผัดโดยใช้น้ำมันน้อยๆ ก็ได้ ต้องมีผัก 25% ของอาหารในแต่ละมื้อ

     • ทานถั่วต่างๆ และผลิตผลจากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร ไส้กรอกเจ แทนเนื้อสัตว์ให้ได้ประมาณ 15% ของอาหารแต่ละมื้อ และใน 1 อาทิตย์จะต้องทานปลาหรืออาหารทะเล 1 ครั้ง

     • งดอาหารที่ใส่น้ำตาลขาวทุกชนิด อาหารมันที่ใช้น้ำมัน นม เนย กะทิ รวมทั้งแป้งขาวทุกชนิด เช่น ข้าวขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง ถ้าอยากทานอะไรเล่นต้องทานแต่เมล็ดธัญพืชต่าง ๆ เช่น ถั่วคั่ว เมล็ดฟักทอง หรือผลไม้ที่ไม่หวาน เช่นฝรั่ง มะม่วงดิบ

 

 

 

 

 

อาหารแมคโครไบโอติกส์

แมคโคร หมายความว่ายิ่งใหญ่ หรือยืนยาว   ไบโอ หมายถึงชีวิต  เมื่อนำคำ 2 คำมารวมกันเป็น แมคโครไบโอติกส์ จึงหมายถึง การมีวิถีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ และยืนยาว

หลักการของแมคโครไบโอติกส์

กินอาหารที่บริสุทธิ์ และเป็นธรรมชาติที่สุด หลีกเลี่ยงการทำให้สุก และไม่กินอาหารที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม เคี้ยวอาหารให้ละเอียดที่สุด 30-50 ครั้ง/คำ กินอาหารเมื่อรู้สึกว่าหิวเท่านั้น กินอาหารเมื่อมีอารมณ์สงบ ถ้ามีอารมณ์โกรธและกังวลจะมีผลต่อการย่อยอาหาร ขณะกินให้นึกถึงที่มาของอาหารได้แก่ แสงแดด อากาศ น้ำ ธรรมชาติ กินอาหาร 2-3 มื้อ/วัน ไม่กินหลังตื่นนอนใหม่ ๆ หรือก่อนเข้านอน ลดของเหลวและเครื่องดื่ม หลีกเลี่ยงหรือจำกัดอาหารจากสัตว์ใหญ่ นม ไข่ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำตาล หลีกเลี่ยงกาแฟ และแอลกอฮอล์ ไม่นิยมบริโภคผักสด ผลไม้สด หลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้นอกฤดูกาล หมุนเวียนอาหารที่บริโภคภาชนะหุงต้มควรเป็นเครื่องปั้นดินเผา หรือแสตนเลส หลีกเลี่ยงภาชนะอลูมิเนียม หือเคลือบเทฟลอน

อาหารที่ให้กินได้แก่ เมล็ดพืชที่ไม่ขัดสี น้ำซุป ผักต่าง ๆ ถั่วเมล็ดแห้ง และสาหร่ายปลา ผลไม้ เป็นของว่างสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง อาหารอื่นพวกเครื่องดื่ม เครื่องปรุงรส

ตารางการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ
ชีวิตสดใส ไม่เจ็บไม่ป่วย ด้วยวิถีแมคโครไบโอติกส์

วันจันทร์ที่ 13- วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2551
ณ . Sukko Cultural Spa & Wellness Resort

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2551

  • 06.00 ลงทะเบียน / แบ่งกลุ่มสำหรับการฝึกภาคปฏิบัติ
  • 07.00 รับประทานอาหารเช้า
  • 08.30 บรรยายภาคทฤษฎี
  • 11.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเที่ยง
  • 12.00 รับประทานอาหารเที่ยง
  •   

     

    • 13.30 บรรยายภาคทฤษฎี
    • 16.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเย็น
    • 17.00 รับประทานอาหารเย็น
    • 19.00-21.00 ฝึกสมาธิ
  • วันอังคารที่ 14 ตุลาคม 2551

    • 06.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเช้า
    • 07.00 รับประทานอาหารเช้า
    • 08.30 บรรยายภาคทฤษฎี
    • 11.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเที่ยง
    • 12.00 รับประทานอาหารเที่ยง
    • 13.30 บรรยายภาคทฤษฎี
    • 16.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเย็น
    • 17.00 รับประทานอาหารเย็น
    • 19.00-21.00 ฝึกสมาธิ

    วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2551

    • 06.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเช้า
    • 07.00 รับประทานอาหารเช้า
    • 08.30 บรรยายภาคทฤษฎี
    • 11.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเที่ยง
    • 12.00 รับประทานอาหารเที่ยง
    • 13.30 บรรยายภาคทฤษฎี
    • 16.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเย็น
    • 17.00 รับประทานอาหารเย็น
    • 18.00 กิจกรรมกลุ่ม : ร่วมกันการออกแบบเมนูแมคโครไบโอติกส์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
    • 19.00-21.00 ฝึกสมาธิ

    วันพฤหัสที่ 16 ตุลาคม 2551

    • 06.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเช้า
    • 07.00 รับประทานอาหารเช้า
    • 08.30 บรรยายภาคทฤษฎี
    • 11.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเที่ยง
    • 12.00 รับประทานอาหารเที่ยง
    • 13.30 นำเสนอ / วิจารณ์เมนูกลุ่ม
    • 16.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเย็น
    • 17.00 รับประทานอาหารเย็น
    • 19.00-21.00 ฝึกสมาธิ

    วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2551

    • 06.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเช้าตามเมนูกลุ่ม
    • 07.00 รับประทานอาหารเช้า
    • 08.30 บรรยายภาคทฤษฎี
    • 11.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเที่ยงตามเมนูกลุ่ม
    • 12.00 รับประทานอาหารเที่ยง
    • 13.30 บรรยายภาคทฤษฎี
    • 16.00 ฝึกภาคปฏิบัติ : ปรุงอาหารเย็นตามเมนูกลุ่ม
    • 17.00 รับประทานอาหารเย็น
    • 18.00 ถาม – ตอบ ปัญหา
    • 19.00 ปิดการสัมมนา

    มาดูประวัติของวิทยากรกันบ้างดีกว่านะคะ

  • นายแพทย์โอภาส ภุชิสสะ พบ.วว. วิสัญญีวิทยา
    ตำแหน่ง นายแพทย์ 9. หัวหน้ากลุ่มงานวิสัญญีวิทยา

    สถานที่ปฎิบัติงาน

    กลุ่มงานวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลศูนย์สรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี ถ.สรรพสิทธิ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ๓๔๐๐๐ โทร. ๐๔๕-๒๔๔-๙๗๓ ต่อ ๑๔๙๔

    E-mail : ophaswanna@gmail.com

    การศึกษา

    • พ.ศ. ๒๕๒๔-๒๕๓๐ แพทย์ศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
    • พ.ศ. ๒๕๓๗-๒๕๔๑ วุฒิบัตรวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • พ.ศ. ๒๕๔๓ ประกาศนียบัตรฝังเข็มแพทย์จีน หลักสูตรกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลหัวเฉียว และมหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ เซียงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน รุ่นที่ ๕
    • พ.ศ. ๒๕๔๔ ศึกษาดูงานด้านแมคโครไบโอติกส์ มูลนิธิ UN PUNTO MACROBIOTICO INTERNATIONALE เมือง TOLENTINO จังหวัด MACERATA แคว้น MARCHE ประเทศ ITALY (ตุลาคม ๒๕๔๔-กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕)
    • พ.ศ. ๒๕๕๐ ประกาศนียบัตรหลักสูตรนานาชาติระเบียบวิธีวิจัยและชีวะสถิติ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
    • พ.ศ. ๒๕๕๑ ศึกษาดูงานการแพทย์ผสมผสานแมคโครไบโอติกส์ และเกษตรธรรมชาติ ประเทศญี่ปุ่น
    • พ.ศ. ๒๕๕๑ ศึกษาหลักสูตร Macrobiotics Counsellor USA

    ประสบการณ์ปฎิบัติงาน

    • พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๕๓๒ แพทย์ประจำโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
    • พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๗ แพทย์ประจำโรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
    • พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๔๖ หัวหน้ากลุ่มงานวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลศูนย์สรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี
    • พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๕ แพทย์ประจำคลินิกฝังเข็ม ฝ่ายการแพทย์ทางเลือกและการแพทย์พหุลักษณ์ โรงพยาบาลศูนย์สรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี
    • พ.ศ. ๒๕๕๐-ปัจจุบัน หัวหน้ากลุ่มงานวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลศูนย์สรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี

    ผลงานวิชาการ

    • รวมบทความวิชาการ ก๊าซดมสลบกับชั้นโอโซน สรรพสิทธิ์เวชสารปีที่ 23 ฉบับที่ 3 : กรกฎาคม-กันยายน 2545 : 169-172.
    • A comparison of propofol and ketamlne as induction agents for cesarean section. J Med Assoc Thai 2004: 87 No.7:774-779
    • Levobupivacaine and Bupivacaine in Spinal Anesthesia for Transurethral Endoscopic Surgery. J Med Assoc Thai 2006:89 No. 8:1133-1139
    • The Self-Reliant System for Alternative Care of Diabetes Mellitus Patients – Experience Macrobiotic Managemant in Trad Province . J Med Assoc Thai 2006:89(12):2104-15.

    ประสบการณ์ด้านแมคโครไบโอติคศ์

    • พ.ศ. ๒๕๔๔ ร่วมประชุมและนำเสนอผลงานวิจัย การประชุมแมคโครไบโอติคส์นานาชาติ ประเทศตูนีเซีย
    • พ.ศ. ๒๕๔๕ ร่วมประชุมและนำเสนอผลงานวิจัย การประชุมแมคโครไบโอติคส์นานาชาติ ประเทศคิวบา
    • พ.ศ. ๒๕๔๖ ร่วมประชุมนำเสนอผลงานวิจัย การประชุมแมคโครไบโอติคส์นานาชาติ พัทยา ชลบุรี ประเทศไทย
    • พฤศจิกายน ๒๕๔๗ มีนาคม ๒๕๔๘ ผู้บรรยายแมคโครไบโอติคส์ ตึก DMS6 กองการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
    • ทดลองใช้วิถีชีวิตแบบแมคโครไบโอติคส์ ด้วยตนเองและครอบครัวตั้งแต่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ถึงปัจจุบัน
    • เขียนตำราอาหารแมคโครไบโอติคส์ให้กองการแพทย์ทางเลือก กรมการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
    • พ.ศ. ๒๕๔๗ ปัจจุบัน วิทยากรรับเชิญ กองการแพทย์ทางเลือก
    • พ.ศ. ๒๕๔๙ เปิดศูนย์ฝึกอบรมและร้านอาหารชีวิตเอกภาพ ( Macrobiotics ) หลังวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุบลราชธานี
    • พ.ศ. ๒๕๕๐ ปัจจุบัน วิทยากรดูแลสุขภาพแนวแมคโครไบโอติคส์สำหรับโรงพยาบาลที่สนใจ
    • พ.ศ. ๒๕๕๑ อาจารย์พิเศษปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตร์ความงาม ( Nutraceutical ) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    การศึกษาธรรมะ

    • พ.ศ. ๒๕๑๔ พรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน วัดบ้านตลาดแค บ้านตลาดแค ต.ธารประสาท อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา
    • พ.ศ. ๒๕๓๗ อุปสมบทเป็นพระภิกษุกับหลวงพ่อแบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
    • พ.ศ. ๒๕๔๒ ( ๑๐ ๑๗ เมษายน ) ลาพักร้อนเพื่อปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านดาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
    • พ.ศ. ๒๕๔๓ ( ๑๕ ๒๑ พฤษภาคม ) ลาพักร้อนเพื่อปฏิบัติธรรมที่วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ. สกลนคร
    • พ.ศ. ๒๕๔๗ ( ๑๐ ๑๗ สิงหาคม ) ลาปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินีนาถ วัดป่าชัยมงคล ( สาขาวัดหนองป่าพง ) อ.เมือง จ.ระนอง
    • พ.ศ. ๒๕๔๗ ( ๒๐ ๒๕ ตุลาคม ) ลาพักร้อนปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ชยสาโร ที่บ้านบุญ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
    • พ.ศ. ๒๕๔๘ ( ๑๓ ๑๗ เมษายน ) ปฏิบัติธรรมวัดป่าดงเมืองซ้าย ( สาขาวัดหนองป่าพง ) อ.กันทรารมณ์ จ.ศรีษะเกษ
    • พ.ศ. ๒๕๔๘ ( ๑๔ ๒๓ พฤษภาคม ) ลาพักร้อนปฏิบัติธรรมวัดป่าดงเมืองซ้าย ( สาขาวัดหนองป่าพง ) อ.กันทรารมณ์ จ. ศรีษะเกษ
    • พ.ศ. ๒๕๔๘ ( ๒๐ ๒๘ กรกฏาคม ) ลาพักร้อนปฏิบัติธรรมวัดถ้ำพระภูวัว บ้านถ้ำพระ อ.เซกา
    • จ.หนองคาย
    • พ.ศ. ๒๕๔๘ ( ๔ ๗ สิงหาคม ) ลากิจปฏิบัติธรรมวัดป่าสุคะโต บ้านใหม่ไทยเจริญ ต.ท่ามะไฟหวานอ.แกร่งคร้อ จ.ชัยภูมิ
    • พ.ศ. ๒๕๕๐ ปัจจุบัน วิทยากรร่วม การพัฒนาสุขภาพจิตด้วยกรรมฐานตามวิถีพุทธ ทุกวันพฤหัสบดีที่ ๓ ของเดือน ณ ห้องประชุมไพจิต ปวะบุตร อาคาร๗ ชั้น ๙ ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี
    • พ.ศ. ๒๕๕๑ คณะกรรมการ ชมรมสุขในธรรม กระทรวงสาธารณสุข

     

     

     

  •