คนเก่งจริง ไม่เรื่องมาก คนฉลาดจริงไม่มากเรื่อง  

โดย วินทร์ เลียววาริณ.  

วันแรกที่เข้าเรียนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
ผมพบเรื่องอัศจรรย์อย่างหนึ่ง เมื่อรุ่นพี่บางคนบอกว่า การอดนอนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการ เรียนในคณะนี้
วันสุดท้ายในคณะนี้ ผมพบว่า ตั้งแต่เรียนมาห้าปี ไม่เคยต้องอดนอนเลย  ยกเว้นเมื่อต้องทำ งานกลุ่ม
ทั้งนี้มิใช่เพราะผมทำงานเร็วกว่าคน อื่น … แต่เพราะผมไม่เชื่อในทัศนคติ นั้น จึงพยายามพิสูจน์ว่ามันไม่ จริง และพบว่าการวางแผนที่ดีแก้ปัญหา ได้ทั้งหมด
แม้แต่การสร้างสรรค์งานศิลปะ..ที่น่า ขันก็คือ น้อยคนที่อดนอนได้คะแนนดีผมเป็น มนุษย์เงินเดือนมานานร่วมสามสิบปี..   ห้าปีในนั้นผมทำงานในต่าง ประเทศ .. เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมพบเรื่อง อัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือหลายคนมองการก้าว เท้าออกจากสำนักงานตรงเวลา  

 ‘ เป็นเรื่องประหลาดที่สุดในโลก

ผมรู้ความ จริงภายหลังว่า … คนจำนวนมากไม่ยอมออกจากสำนัก งานตรงเวลาเพื่อแสดงให้เจ้านายเห็น ว่า     ตนเองขยันขันแข็ง ยิ่งอยู่ดึก ยิ่งเป็นพนักงาน ตัวอย่าง เสียสละเพื่อ องค์กร   น่ายกย่องชม เชย บ่อยครั้งมีผลถึงการได้รับโบนัสตอนท้าย ปี..เนื่องจากเจ้านายมักเห็นหน้าเห็น ตาใครคนนั้น หลังเวลาเลิกงานแล้วเสมอ หาก ไม่เคยทำงานในต่างประเทศมาก่อน ผมอาจเข้าร่วมวง ไพบูลย์  

มาสายกลับ ดึก  

ด้วย แต่หลายปีในชีวิตการทำงานใน ประเทศที่มีประสิทธิภาพในการจัดการที่สุด..ทำให้เห็นค่าเวลาทุกนาทีใน ชีวิต ผมกลับมองว่า คนที่อยู่ดึกเป็นประจำคือพวกไร้ ประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำงานให้เสร็จทันเวลา ….จึง ต้องอยู่ดึก ยิ่งทำงานมากชั่วโมงยิ่งแสดงถึงการทำงาน โดยไม่มีการวางแผน ไม่มองภาพรวม ลองคิดดูการ อยู่ดึกเพื่อทำงานพิเศษหนึ่งคืนหมายถึง ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น ค่า ทะนุบำรุงสูงขึ้น ผลกระทบต่อคนทำงานคือพักผ่อนน้อยกว่าที่ ควรเป็น ยิ่งอยู่ดึก ประสิทธิภาพของงานในวันถัดไป ยิ่งตกต่ำลง มือกระบี่ชั้นหนึ่งในแผ่นดินมองท่วงทีของศัตรูอย่าง ระวัง ตวัดกระบี่ในมือเพียงฉับเดียว ก็เข่นฆ่าฝ่ายตรงข้าม มือกระบี่ชั้นรองต้องประกระบี่ดังโคร้งเคร้งนานนับ ชั่วโมง ราวกับอยากบอกโลกว่า ….ข้าก็ใช้กระบี่นะโว้ย โลก รับรู้ แต่คมกระบี่ก็บิ่น ต้องเสียเวลาลับกระบี่อีกหลายวัน งานดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องตรงเวลา ด้วย งานดีไม่มีทางเกิดขึ้นตามยถากรรม ….หรืออารมณ์ขึ้น ลง ไปจนถึงความหนาแน่นรัดกุมของ กฎเกณฑ์ ตอกบัตร ปริมาณเวลาในการทำงานชิ้น หนึ่ง ไม่ได้เป็นสัดส่วนกับคุณภาพของผล งานเสมอไป บ่อยครั้งเป็นปฏิภาคกัน ….หลาย ครั้งงานที่ให้เวลาน้อย  กลับออกมาดีกว่างานที่ให้เวลา มาก

คนเก่งจริงไม่เรื่องมาก คนฉลาดจริงไม่มาก เรื่อง

ทำงานเสร็จแล้วก็เลิก! ไม่ต้องรอเทวดาบน สวรรค์วิมานมารับรู้

เพราะถึงเวลานั้นเทวดาก็กลับบ้านไป นาน แล้ว..

 

 

 

Advertisements

ชนะโทรไปบริษัทนี้เป็นหนที่สองในรอบสัปดาห์นี้
บริษัทนี้เป็นลูกค้ารายใหม่ที่เขากำลังติดตามเรื่องอยู่
เสียงของโอเปอร์เรเตอร์ซึ่งรับสายด้วยเสียงที่เป็นมิตร
และอ่อนโยนกล่าวว่า
สวัสดีคะบริษัทเอบีซีอิงค์ ยินดีต้อนรับคะ
คุณชนะกล่าวว่า ผมขอเรียนสายกับคุณสมจิต
ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์หน่อยครับ ”
โอเปอร์เรเตอร์กล่าวทักขึ้นมาว่า นั่นคุณชนะใช่ไหมคะ”
ชนะรู้สึกแปลกใจความสามารถในการจดจำเสียงของพนักงานคนนี้ได้
เขากล่าวตอบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความประทับใจ
ใช่แล้วครับ ขอบคุณที่จำได้ครับ เธอกล่าวว่า
ยินดีคะ ดิฉันจะโอนสายให้นะคะ
หลังจากที่ชนะสนทนาเรื่องงานกับสมจิตจบ
ชนะจึงถามสมจิตขึ้นมาว่า คุณสมจิต ผมขอชม
พนักงานรับโทรศัพท์ของคุณหน่อยครับ
เธอเก่งจริงๆเลยที่จำเสียงผมได้
เป็นการให้บริการที่เกินความคาดหวังของผมจริงๆเลยครับ
ผมเองไม่ได้เป็นลูกค้าประจำ และก็ไม่ได้โทรมาบ่อยๆ
ขนาดที่เธอจะจำเสียงผมได้ด้วย เธอมีเคล็ดลับอะไรครับ ”
สมจิตพูดว่า เธอชื่อเรณูคะ เธอได้รับคำชมอย่างนี้บ่อยๆ
หากคุณฟังเรื่องของเธอมากขึ้นกว่านี้คุณจะยิ่งประทับใจ
สนใจฟังไหมละคะ” ชนะรีบกล่าวตอบด้วยความกระตือรือร้นว่า
สนใจสิครับ ช่วยกรุณาเล่าให้ฟังหน่อยครับ
สมจิตเริ่มต้นเล่าอย่างอารมณ์ดี คุณเรณูเธอตาบอดคะ
เธอจึงต้องอาศัยการฟังเพียงอย่างเดียว
ทำให้เธอสามารถจดจำชื่อคนได้ดี
เธออาศัยอยู่ที่สมุทรปราการและมาทำงานที่ออฟฟิศนี่
ซึ่งอยู่แถวดอนเมือง ซึ่งถือว่าไกลมากโดยเฉพาะสำหรับเธอ
ซึ่งต้องเดินทางโดยรถเมล์เหมือนคนปกติ
ส่วนใหญ่ก็จะมีคนตาดีอย่างพวกเราที่คอยช่วยดูสายรถเมล์
และส่งเธอขึ้นรถให้ เธอไม่เคยมาสายเลย
และก็ไม่เคยเรียกร้องขอรถรับส่งแต่อย่างใด
ไม่เหมือนพนักงานปกติของพวกเราหลายคน
ตอนที่เราย้ายสำนักงานจากในเมือง ต้องขอรถรับส่งให้ด้วย
แถมหลายๆคนที่มีรถส่วนตัวก็ยังมาทำงานสาย
พร้อมกับเหตุผลสารพัด คิดแล้วอายแทนคนตาดีเลยคะ ”
เธอหยุดเว้นจังหวะสักครู่ก่อนจะเล่าต่อว่า
คุณเรณูมีทัศนคติที่ดีมากๆกับงานของเธอ
เธอเคยเล่าให้ดิฉันฟังว่าสำหรับเธอแล้ว
การรับโทรศัพท์ไม่ใช่งานแต่มันคือชีวิต
เงินเดือนที่บริษัทให้กับเธอ ทำให้เธอสามารถเลี้ยงตัวเอง
และครอบครัวได้อย่างดี นอกจากนี้เธอยังมีเงินเหลือกว่าครึ่งสะสมไว้อีก
ที่จริงแล้วเพื่อนคนตาดีหลายคนเคยหยิบยืมจากเธอในยามฉุกเฉิน
คุณเรณูกล่าวว่าบริษัทเรา เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และสังคมมอบโอกาส
ให้เธอได้พิสูจน์ว่าเธอมีคุณค่าและสามารถมีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประโยชน์
ให้กับสังคมได้ เธอบอกว่าเธอพยายามทำงานของเธออย่างสุดความสามารถ
ซึ่งรวมทั้งพยายามจำชื่อของผู้ที่โทรเข้ามาด้วย
เธอบอกว่าทุกคืนก่อนเข้านอน เธออยากรีบนอนไวๆ
เพื่อจะได้รีบตื่นขึ้นมาทำงาน เธออดใจรอจะมาทำงานไม่ไหว
แหมอย่าหาว่าดิฉันบ่นเลยคะ แต่พวกตาดีๆอย่างพวกเรากลับภาวนา
ให้ถึงวันหยุดเร็วๆเสียนี่กระไร” สมจิตจบเรื่องด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ
อย่างคนอารมณ์ดี
เมื่อชนะมาเล่าเรื่องนี้ให้กับผมฟังในรถระหว่างที่เราเดินทางไปพบลูกค้าที่นวนคร
ผมจึงเสริมความเห็นของผมไปว่า เราน่าจะเล่าเรื่องนี้ให้คนที่มาเข้าอบรม
กับเราฟังบ้างนะ บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินคนบ่นว่างานหนัก
หรือไม่ก็ปัญหาเรื่องงานมีมาก สิ่งที่คุณเรณูมีแตกต่างกับเรา
ไม่ใช่ว่าเธอตาบอดหรอกครับ ความจริงพวกเราต่างหากที่บอด
เราทัศนคติบอดไงละ เราได้รับสิทธประโยชน์ต่างๆมากมาย
จากนายจ้างจนเคยชินกระทั่งมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น
ยิ่งนานวันเรายิ่งเรียกร้องมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงปลายปีแบบนี้
ในขณะที่คุณเรณูกลับมองแตกต่างกับเราอย่างสิ้นเชิง
บางคนเบื่องานจนอยากลาออกไปอยู่กับบ้านเฉยๆ
มัน ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Dr. Denis Waitley
ผู้แต่งหนังสือขายดีชื่อ ‘The psychology of winning’
เขายกรายงานวิจัยในอเมริกาที่บอกว่าผู้เกษียณอายุออกจากงานไป
โดยไม่มีภาระกิจอะไรทำมีอายุเฉลี่ยเพียงแค่เจ็ดปีเท่านั้น
พวกเขาตายเพราะความรู้สึกด้อยคุณค่า
หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าเฉาตายนั่นเองครับ
เราบางคนมีโอกาสได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรัก
ในขณะที่คนจำนวนมากไม่มีโอกาสอย่างนั้น
อย่างไรก็ตามเรามีสิทธิที่จะเปลี่ยนมุมมองโดยหันมารัก
และหลงไหลในสิ่งที่เราทำได้ โดยไม่ต้องรอให้ตาบอดแบบคุณเรณูก็ได้ ”

 

ข้อแนะนำในการดำเนินชีวิต

1. ระลึกเสมอว่า การจะได้พบความรักและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็ต้องประสบกับความเสี่ยงอัน   

   

มหาศาลดุจกัน

Rs

        3.1 เคารพตนเอง Respect for self

 

        3.2 เคารพผู้อื่น  Respect for others

 

        3.3 รับผิดชอบต่อการกระทำของตน Responsibility for all your actions

 

แต่อย่าปล่อยให้คุณค่าของคุณหลุดลอยจากไป

10. จงระลึกไว้ว่า บางครั้งความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

11. จงดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อที่ว่าเมื่อคุณสูงวัยขึ้นและคิดหวนกลับมาคุณจะสามารถมี

ความสุขกับสิ่งที่ได้ทำลงไปได้อีกครั้ง

12. บรรยากาศอันอบอุ่นในครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิต

13. เมื่อเกิดขัดใจกับคนที่คุณรัก ให้หยุดไว้แค่เรื่องปัจจุบัน อย่าขุดคุ้ยเรื่องในอดีต

14. จงแบ่งปันความรู้ เพื่อเป็นหนทางก้าวสู่ความเป็นอมตะ

15. จงสุภาพกับโลกใบนี้

16. จงหาโอกาสท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่คุณไม่เคยไป อย่างน้อยก็ปีละครั้ง

17. จำไว้ว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือความรักมิใช่ความใคร่

18. จงตัดสินความสำเร็จของตนด้วยสิ่งที่ต้องเสียสละ

19. จงเข้าใกล้ความรักด้วยการปล่อยวาง

เมลล์นี้ มีพี่ชายทีแสนดี ที่ CPAC เค้าส่งมาให้กำลังใจและให้แง่คิดดีๆน่ะค่ะ ออมก็เลยเอามาฝากต่อให้เพื่อนๆ เผื่อว่าคนไหนกำลังท้อจะได้มีแรงฮึดต่อสู้กับมันใหม่อีกครั้ง เหมือนออมค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกๆกำลังใจดีๆที่มีให้ ออม เสมอต้นเสมอปลายนะคะ….งั้นลองมาอ่านดูกันดีกว่าค่ะ….

 

มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก

 

เรื่องแรก

อเมริกาส่งนักบินไปในอวกาศเจอปัญหาปากกาเขียนไม่ออก

นักวิทยาศาสตร์ระดมปัญญาเพื่อประดิษฐ์ปากกา

ที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้

ต้องทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญและใช้เวลาไปหลายปี

ในที่สุดได้ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว

แม้ใต้น้ำก้อเขียนได้

ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง

แต่นักบินอวกาศรัสเซีย ประสบปัญหาเดียวกัน

ใช้ดินสอเขียนแทนปากกา

*******************************

เรื่องที่สอง

โรงงานผลิตสบู่ในญี่ปุ่นประสบปัญหา

เมื่อส่งสินค้าไปแล้วลูกค้าบ่นเรื่องบางกล่องไม่มีสบู่ เป็นกล่องเปล่าๆ

ทางโรงงานติดตั้งเครื่อง X-Ray เพื่อตรวจสอบ

ใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยน กล่องไหนไม่มีสบู่ก้อตรวจจับได้

ทำให้สามารถส่งสบู่ที่ไม่มีกล่องเปล่าอีก

แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงประสบปัญหาเดียวกัน

ช่างคุมงานใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมบนสายพาน

กล่องเปล่าก็ปลิวออกไป

******************************

คนเราเวลาประสบปัญหา ส่วนมากมักคิดแต่จะแก้ปัญหา

ทุ่มกำลังสติปัญญาและทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหานั้น

ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นมองที่ทางออก

ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายดูจะกลายเป็นเรื่องจ้อยไปเลย

******************************

เมื่อคุณเจอปัญหา ลองเปลี่ยนวิธีคิด

แล้วคุณจะประหลาดใจ

 

เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ
เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา
แล้วใส่ ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม
พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง ?” เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท
แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน
เต็มแล้ว…”
เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ
หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมาแล้วเทกรวดเม็ดเล็กๆ
จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบาๆ
กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิสอัดจนแน่นเหยือก
เขาหันไปถามนักศึกษาอีกเหยือกเต็มหรือยัง ?”
นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบเต็มแล้ว…”
เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา
และเททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก เม็ดทราย
ไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย
เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก
เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง   “เหยือกเต็มหรือยัง” ?
เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน
ปรึกษากันอยู่นาน หลายคนเดินก้าวเข้ามาก้มๆ
เงยๆ มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง
มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน
จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน
เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่นคราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์”
แน่ใจนะ”
แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ”
คราวนี้เขาหยิบ เบียร์สองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ
ไม่นานเบียร์ก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่
เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี   “ ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ๆไง” เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น
ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา
ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต
เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงจัง
สูญเสียไปไม่ได้
เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์
ทรายก็คือเรื่องอื่นๆ ที่เหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆ
น้อยๆ เหล่านี้
เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ
อยู่ตลอดเวลา ชีวิตเต็มแล้ว… เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด
ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน”
ชีวิตของคนเราทุกคน ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆ
น้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า

เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข
ใช้ชีวิตเล่นกับลูกๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อน

 

สิ่งที่เรียนรู้เมื่ออายุปูนนี้ของ โน๊ตอุดม แต้พานิช 

 

  1. มนุษย์ต้องการสิ่งที่ตนเองไม่มี 
  2. เวลาที่เราวิ่งมารับโทรศัพท์จากที่ไกลๆ เมื่อถึงโทรศัพท์ เสียงมันมักจะหยุด เราจะช้าไป 1 จังหวะเสมอ
  3. ถ้าแอบรักใคร อย่าฝากใครไปบอก บอกด้วยตัวเองจะดีกว่า 
  4. เวลาสั่งอาหารไว้นานแล้วยังไม่ได้สักที ให้พูดว่าไม่เอาจะได้เร็ว
  5. ถ้าเรียกเก็บเงินแล้วไม่มีใครมาเก็บเสียที ให้ลุกขึ้นทำท่าจะกลับทั้งโต๊ะ จะมีพนักง านพุ่งมาทันที
  6. ปลูกต้นลั่นทมไว้หน้าบ้าน ไม่เกี่ยวอะไรกับความทุกข์ระทมของตัวเราเลย
  7. ระวังคนขายโรตี ที่เพิ่งเดินออกมาจากป่าละเมาะ, พุ่มไม้, ซอกตึก อย่าตัดสินใจซื้อจนกว่าเขาจะล้างมือ
  8. ไม่มีสัจจะในร้านตัดเสื้อ
  9. ระวังคนที่แสดงออกว่าเป็นคนดีมากๆ 
  10. อย่าซื้อทุเรียนมาปอกเอง 
  11. หนังสือดี คือห นังสือที่เราชอบอ่าน หนังดีคือ หนังที่เราชอบดู 
  12. อยากให้คนอื่นรู้เรื่องที่เรานินทามากๆ อย่าลืมย้ำบ่อยๆ ว่าอย่าบอกใครนะ 
  13. อย่าทิ้งกระดาษชำระไว้ในชามก๋วยเตี๋ยว คนล้างจะเสียความรู้สึก
  14. เรียกยามว่าซีเคียวรีตี้ การ์ด ยามจะตั้งใจโบกรถ 
  15. อย่าซื้ออะไรที่ต้องเอามาซ่อมต่อ 
  16. รถในเมืองไทยพวงมาลัยอยู่ทางขวา แต่ฝาน้ำมันไม่อยู่ขวาเสมอไป 
  17. ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนไม่ต้องเอายาสีฟันไปก็ได้ ยังไงเพื่อนต้องมี 
  18. ตลาด อ.ต.ก. มาจากคำว่า เอเวอรี่ติง เกินราคา
  19. เวลาดูหนังโรง ควรจำว่ากระปุกน้ำอยู่ด้านไหน
  20. ตัดผมวันพุธได้ ไม่บาป 
  21. คนไม่กินเนื้อ ไม่ได้แปลว่าเป็นคนดีเสมอไป
  22. เวลาบ้วนน้ำยาลิสเตอรีนออกจากปาก ให้หลับตาด้วย 
  23. ปูอัด มันทำจากปลา
  24. กินก๋วยเตี๋ยวจากตะเกียบไม้อร่อยกว่า
  25. อย่าไปจ่ายตลาดเวลาหิว เราจะซื้อมาเยอะเกินจำเป็นเสมอ 
  26. ในโลกนี้จะชอบมีคนมาทักอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น ประเภทแรก อ้วนขึ้นนะ กับประเภทที่ 2 ผอมลงนะ ไม่มีใครเข้ามาทักว่าปกติดีนี่ไปทำอะไรมา
  27. คนที่เอาหมวกตำรวจ หรือชุดตำรวจแขวนไว้หลังรถมิใช่เพราะบ้านเค้าไม่มีตู้ เค้าไม่ได้ลืม เค้าแค่กลัวคนไม่รู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร 
  28. คนที่มีรถทะเบียนเลขเดียวเรียงติดกันหลายๆ ตัว เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา 
  29. คนที่มีความรู้มากๆ เขามักจะใช้ความรู้ขังจินตนาการ 
  30. ฟู่ฟ่าเดี๋ยวก็วาย เรียบง่ายอยู่ได้นาน 
  31. จงอย่าอิจฉาคนอื่น แต่จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา
  32. เวลาที่เปิดหนังสือให้เพื่อนดู หน้าที่ตัวเองพูดถึงมักจะหาไม่เจอ 
  33. ขนมและน้ำในโรงหนัง จะแพงกว่าข้างนอก 
  34. ห้องน้ำผู้หญิง ผู้ชายเข้าไปดูเป็นพวกโรคจิต, ห้องน้ำผู้ชาย ผู้หญิงเข้ามาดูเป็นแม่บ้าน 
  35. เวลารถติด เลนอื่นมักไปได้เร็วกว่าเลนเราเสมอ
  36. ถ้าเราขับรถไม่ทันไฟเขียวเป็นคันสุดท้าย ให้คิดว่าเดี๋ยวเราจะได้ไปเป็นคันแรก
  37. ถ้ามีการแนะนำตัวว่า นี่เพื่อนฉัน หมายความว่า แฟนฉัน
  38. ถ้ามีการแนะนำตัวว่า นี่แฟนฉัน หมายความว่า ผัว/เมียฉัน

Do you know WHAT LOVE IS ?………………

รักคืออะไร……….

An incredible love story has come out of China recently and managed to touch the world.

(เรื่องราวความรักอันเหลือเชื่อปรากฏขึ้นที่ประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ และได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก)

It is a story of a man and an older woman who ran off to live and love each other in peace for over half a century.


(เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งกับหญิงที่มีอายุมากกว่าผู้ซึ่งหลีกหนีความมีชีวิต และรักกันอย่างสงบสุขกว่าครึ่งศตวรรษ)


The 70-year-old Chinese man who hand-carved over 6,000 stairs up a mountain for his 80-year-old wife has passed away in the cave which has been the couple’s home for the last 50 years.


(ชายอายุ 70 ปี ผู้ซึ่งสลักหินเป็นบันไดด้วยมือ มากกว่า 6,000 ขั้น ปีนภูเขาไปหาคู่รักอายุ 80 ปี ซึ่งจากเขาไปแล้ว เพื่อไปยังถ้ำซึ่งเป็นรังรักของพวกเขามากว่า  50 ปี)


Over 50 years ago, Liu Guojiang a 19 year-old boy, fell in love with a 29 year-old widowed mother named Xu Chaoqin..


(เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว หลิว โกวเจียง ชายหนุ่มวัย 19 ตกหลุมรักแม่หม้ายลูกติดนาม ซู เฉากวิน)


In a twist worthy of Shakespeare’s Romeo and Juliet, friends and relatives criticized the relationship because of the age difference and the fact that Xu already had children.
At that time, it was unacceptable and immoral for a young man to love an older woman.. To avoid the market gossip and the scorn of their communities, the couple decided to elope and lived in a cave in Jiangjin County in Southern ChongQing Municipality.


(ดังนิยายโรมิโอกับจูเลียตอันเลื่องชื่อของเชคเปีย ผองเพื่อนและญาติๆ กล่าวขวัญถือความสัมพันธ์ อันเนื่องจากความต่างของวัย กับความจริงที่ว่า ซู มีลูกแล้ว ในขณะนั้น เป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและรับไม่ได้ ที่ชายหนุ่มจะรักกับผู้หญิงที่แก่กว่า เพื่อหลีกหนีพวกปากตลาดและการดูถูกของสังคม ทั้งคู่ตัดสินใจพากันหนีและอาศัยอยู่ในถ้ำที่ เจียงจิน เมืองชนบททางตอนใต้ของเขตปกครองตนเอง ชงควิน)


In the beginning, life was harsh as hey had nothing, no electricity or even food. They had to eat grass and roots they found in the mountain, and Liu made a kerosene lamp that they used to light up their lives.

 

(ช่วงเริ่มต้น ชีวิตไม่มีอะไร ไม่มีไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอาหาร ทั้งคู่กินหญ้าและพืชหัวที่พบแถวๆ ภูเขา และหลิวก็ได้ประดิษฐ์ตะเกียงน้ำมันก๊าดเพื่อให้แสงสว่าง รวมทั้งนำทางชีวิต)


Xu felt that she had tied Liu down and repeatedly asked him, ‘Are you regretful? Liu always replied, ‘As long as we are industrious, life will improve.’


(ซูรู้สึกว่าเข้าผูกมัดหลิว จำกัดอิสระภาพของหลิว เธอถามคำถามซ้ำๆ กับหลิวว่า หลิว เธอเสียใจมั้ย”“ตราบเท่าที่เราขยัน ชีวิตเราจะดีขึ้นคือคำตอบที่ออกจากปากของหลิวเสมอเมื่อเจอคำถาม)


In the second year of living in the mountain, Liu began and continued for over 50 years, to hand-carve the steps so that his wife could get down the mountain easily.


(ในปีที่สองของชีวิตบนภูเขา หลิวเริ่มแกะสลักบันได และทำอย่างนั้นต่อเนื่องมากว่า 50 ปี เพื่อที่จะให้คู่ชีวิตของเขาลงจากภูเขาได้โดยง่าย)


Half a century later in 2001, a group of adventurers were exploring the forest and were surprised to find the elderly couple and the over 6,000 hand-carved steps. Liu MingSheng, one of their seven children said, ‘My parents loved each other so much, they have lived in seclusion for over 50 years and never been apart a single day. He hand carved more than 6,000 steps over the years for my mother’s convenience, although she doesn’t go down the mountain that much.’


(ครึ่งศตวรรษต่อมา ปี 2001 นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งได้ค้นพบป่าและต้องประหลาดใจที่พบคู่รักวัยชรา และบันไดที่สลักด้วยมือกว่า 6,000 ขั้น หลิว หมิงเส็ง หนึ่งในลูกทั้งเจ็ดกล่าวว่าพ่อ-แม่ของเรารักกันมาก พวกเขาอาศัยอยู่อย่างสันโดษมากว่า 50 ปี และไม่เคยทิ้งกันแม้แต่วันเดียว บันไดที่สลักด้วยมือกว่า 6,000 ขั้นที่มานะทำขึ้นหลายปี เพื่อความสบายของแม่ แม้ว่าเธอจะไม่ได้ลงจากภูเขาบ่อยเช่นนั้น”)


The couple had lived in peace for over 50 years until last week. Liu, now 72 years, returned from his daily farm work and collapsed. Xu sat and prayed with her husband as he passed away in her arms. So in love with Xu, was Liu, that no one was able to release the grip he had on his wife’s hand even after he had passed away.


(คู่รักอาศัยอยู่อย่างสงบมากว่า 50 ปี กระทั่งสัปดาห์ที่แล้ว หลิว ชายวัย 72 ในวันนี้ กลับจากงานประจำวันที่ไร่จากนั้นก็ทรุดกายลง ซู นั่งและสวดมนต์กับสามี จากนั้น หลิวก็จากไปภายในอ้อมกอดของภรรยา ดังที่เห็นความรักของหลิวที่มีต่อซู ไม่มีใครสามารถแกะมือของเขาออกจากมือภรรยาได้ แม้กระทั่งหลังเขาตาย)


‘You promised me you’ll take care of me, you’ll always be with me until the day I died, now you left before me, how am I going to live without you?’
(คุณสัญญาว่าจะดูแลฉัน คุณจะอยู่กับฉันเสมอจนถึงวันที่ฉันตาย แต่ตอนนี้คุณจากฉันไปก่อน ฉันจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีคุณ)


Xu spent days softly repeating this sentence and touching her husband’s black coffin with tears rolling down her cheeks.


(ซูใช้เวลาหลายวัน พูดประโยคซ้ำๆ แผ่วๆ และสัมผัสโลงศพของสามี ด้วยน้ำตานองหน้า)


In 2006, their story became one of the top 10 love stories from China , collected by the Chinese Women Weekly. The local government has decided to preserve the love ladder and the place they lived as a museum, so this love story can live forever.

(ในปี 2006 เรื่องราวของพวกเขา กลายมาเป็นเรื่องรักติดอันดับทอปเท็น ในประเทศจีน ซึ่งรวบรวมโดย Chinese Women Weekly รัฐบาลท้องถิ่นตัดสินใจอนุรักษ์ บันไดแห่งความรักและรังรักของพวกเขาเป็นพิพิธภัณฑ์ ยังผล ให้เรื่องราวแห่งความรักนี้มีอยู่ตลอดไป)