Health Tips


 หลังจากที่ออมกินแมคโครไบโอติกส์ ซึ่งอาศัย ข้าวกล้อง และข้าวสังข์หยดเป็นตัวนำแล้ว เราได้มีการประมวลผลกันด้วยค่ะ ผลคือ น้ำตาลในเลือดลดลง ถึงน้ำหนักออมก็เท่าเดิมกับครั้งที่แล้ว แต่ครั้งนี้ เอวของออม หายไป 1 นิ้ว ค่ะ น่าพิศวงใช่มั้ยล่ะ พี่เจ๊ และเอฟ เอวลดไป 3 ตั้งนิ้วเลยค่ะ น่าทึ่งมาก ใช้เวลาแค่ 2 อาทิตย์เอง คุณหมอบอกออมว่ามันจะทำให้ร่างกายเรากระชับขึ้นค่ะ เย้ๆๆๆ ดีใจจริงๆ นี่ขนาดออมไม่ได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดนะคะ (เพราะยังมีบางวันแอบไปกินเส้นอยู่…หุหุ) เอาละค่ะ ขอแทรกวิชาการอีกนิดนะคะ

  

 หลักของการกินแบบแมโครไบโอติกส์นั้น คือ ความพอเหมาะพอดี หมายถึงให้กินตามที่ร่างกายต้องการอย่างแท้จริง ทั้งชนิดและปริมาณของอาหาร และต้องเป็นอาหารที่มาจากธรรมชาติ ใช้วัตถุดิบที่สด สะอาด ปราศจากสารพิษต่างๆ มีการปรุงแต่งรสชาติแต่พอดี ไม่มากจนกลบรสชาติแท้จริงของอาหาร โดยใช้เครื่องปรุงรสจากธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในการแต่งรส แต่งสี หรือแต่งกลิ่นโดยเด็ดขาด  เมื่อร่างกายได้รับแต่อาหารที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับตัวเองในปริมาณที่เพียงพอ ไม่มากหรือน้อยเกินไป ประกอบกับมีการออกกำลังที่พอเหมาะ และมีจิตใจที่สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ ย่อมถึงซึ่งสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาว อันเป็นสุดยอดความปรารถนาของคนทั่วไป

      อาหารแนวแมคโครไบโอติกส์ จะมีการกำหนดสัดส่วนโดยเฉลี่ยของอาหารแต่ละประเภทในแต่ละมื้อ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละคนและในแต่ละท้องถิ่นตามความเหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ โดยทั่วๆไปแล้วจะมีสัดส่วนมาตรฐานดังนี้

1.       ธัญพืชไม่ขัดสี หรือผลิตภัณฑ์จากธัญพืชไม่ขัดสี 50-60%

2.       ผักที่ปลูกในท้องถิ่น 20-30%

3.       ซุปหรือแกง 5-10%

4.       โปรตีนจากถั่วหรือปลา 5-10%

สัดส่วนนี้เป็นเพียงแนวทางกว้างๆ สำหรับเป็นหลัก ในการปฏิบัติต้องนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้า

กับสภาวะโดยรวมของตนเองดังที่กล่าวไว้แล้ว กลุ่มที่ต้องพิจารณาให้ดีคือ เด็กทารก เด็กกำลังเจริญเติบโต สตรีมีครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ซึ่งบุคคลเหล่านี้สามารถเลือกกินให้กว้างๆได้ ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่สูตรมาตรฐานเท่านั้น สามารถจะเสริมด้วยเนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์ชนิดอื่นได้บ่อยกว่าคนทั่วไป มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาสุขภาพจากการขาดสารอาหารบางชนิดได้ 

      สำหรับการปรุงอาหารแมคโครไบโอติกส์นั้น จะใช้ความร้อนจากแก๊สหรือถ่านไม้ โดยพยายามหลีกเลี่ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือไมโครเวฟในการปรุงอาหาร เนื่องจากมีความเชื่อว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะทำลายพลังชีวิตของอาหาร นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ปรุงอาหารอย่างถูกสุขอนามัย และที่สำคัญคือ ปรุงด้วยความรักและจิตใจที่แจ่มใส

     หากใครได้ศึกษาวิธีการปรุงและการจัดอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์อย่างเข้าใจถ่องแท้แล้ว จะพบว่า อาหารที่ดีต่อสุขภาพก็สามารถอร่อยได้ และอร่อยอย่างมีคุณค่าเสียด้วย อาหารแมคโครไบโอติกส์ไม่ใช่อาหารที่มีรสชาดจืดชืดน่าเบื่อ แต่หากเป็นอาหารที่มีความสมดุลในสัดส่วน มีความหลากหลายในส่วนผสม มีรสกลมกล่อมจากเครื่องปรุงตามธรรมชาติ และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่จะถ่ายทอดไปเป็นพลังกายที่แข็งแกร่งและพลังใจที่เข้มแข็งให้เราใช้ในการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพต่อไป.

ตัวอย่างอาหารแมคโครไบโอติกส์ค่

img_7060

 

Advertisements

ออมคิดว่าเพื่อนๆหลายๆคนก็คงจะมีความคิดเช่นเดียวกับออมนะคะ ว่าเวลากินข้าวถ้าไม่อยากอ้วนให้กินกับข้าวเยอะๆ กินข้าวให้น้อยๆ แต่เพื่อนๆเชื่อมั๊ยคะว่าตอนนี้มันตรงข้ามกันหมดแล้วค่ะ ออมก็ไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะ ว่าทำไมกินข้าวเยอะๆแล้วไม่อ้วน หากไม่ประสบกับตัวเอง ปกติออมไม่ชอบที่จะกินข้าวเลย อาหารมื้อหลักของออมต้องเป็นอาหารประเภทเส้นๆๆๆๆๆ เท่านั้นไม่ว่าจะเป็น ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว หรืออะไรก็แล้วแต่ขอให้มันเป็นเส้นเป็นสายกะพอ ตอนนี้ออมประสบกับตัวเองแล้วค่ะ ข้าวไม่ได้ทำให้เราอ้วนเลยแม้แต่น้อย อาหารที่เป็นเส้นต่างหากที่ทำให้เราอ้วนเอาอ้วนเอา ตอนนี้ออมเริ่มกินอาหารแมคโครไบโอติกส์มา 5 วันแล้ว เพื่อนๆเชื่อมั้ยคะ ว่าน้ำหนักออมลดลงไปตั้ง 8 ขีด ภายในระยะเวลาแค่ นี้เองค่ะ ไม่อยากจะเชื่อละซิ หุหุหุ (แต่ว่าอย่าถามเลยนะว่าก่อนหน้าออมนำหนักเท่าไหร่ !!!) เอาเป็นว่าตอนนี้ออมกินมาก แถมมากกว่าปกติด้วยนะคะ เน้นกินข้าว 50% กินกับข้าว 30% ผัก 20% มาถึงตอนนี้ออมคิดว่าคงมีเพื่อนๆหลายคนอยากรู้แล้วว่า ข้าวที่ว่านี้คืออะไร หลายๆคนคงยังไม่รู้จักข้าวสังข์หยด

       *ข้าวพันธุ์สังข์หยดมีสีแดงสวย เป็นพันธุ์ข้าวในพื้นที่ภาคใต้ที่มีการปลูกมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยเฉพาะในจังหวัดพัทลุง คนในพื้นที่นิยมบริโภคกันมาช้านาน มีการบอกเล่าถึงสรรพคุณทางยา รวมถึงเป็นข้าวชนิดพิเศษที่มักใช้ในงานประเพณีที่สำคัญของภาคใต้อยู่เสมอ ในปัจจุบันนี้ มีการวิเคราะห์ถึงคุณค่าทางโภชนาการของข้าวสังข์หยดที่ปลูกในจังหวัดพัทลุงโดยสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าในข้าวพันธุ์นี้ นอกจากจะมีโปรตีน แคลเซียม และวิตามินบีสูงแล้ว ยังมีธาตุเหล็กและสังกะสีอยู่มากกว่าข้าวที่ปลูกในจังหวัดอื่นๆ

img_70501 img_70481

       *ข้าวพันธุ์สีนิล เป็นข้าวที่ได้จากการคัดพันธุ์กลายของข้าวเหนียวดำต้นเตี้ยจากจีน เมล็ดข้าวสีม่วงเข้มเกือบดำ เมล็ดใส เหนียวนุ่ม เมล็ดยาว เมื่อหุงสุกจะนุ่มและมีกลิ่นหอมแบบข้าวเหนียวดำและข้าวหอม ข้าวสีนิลนับเป็นข้าวที่มีโภชนาการสูง มีโปรตีนอยู่ในช่วงประมาณ 10-12.5 % มีแคลเซียม 4.2 มิลลิกรัม/100 กรัม ธาตุเหล็ก 2.25-3.25 มิลิกรัม/ 100 กรัม ธาตุสังกะสีประมาณ 2.9 มิลลิกรัม มีปริมาณสารโปรแอนโทรไซยานิดิน (Proanthrocyanidin)สูงประมาณ 293 ไมโครโมล/กรัม ( โปรแอนโทรไซยานิดินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมาก)มีน้ำมันรำข้าว 18 % และพบว่ามี omega-3 ประมาณ1-2 % นอกจากนี้ ข้าวกล้องสีนิลยังมีปริมาณไฟเบอร์ ถึง 10 %

ข้าวของคนไทยดั้งเดิมนั้นคือ  ข้าวกล้อง ซึ่งบางคนเรียกกันติดปากว่า ข้าวซ้อมมือหรือข้าวแดง เนื่องจากในสมัยโบราณ ชาวบ้านใช้วิธีตำข้าวกินกันเอง จึงเรียกว่า ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง คือข้าวที่สีเอาเปลือก (แกลบ) ออกโดยที่ยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำ) อยู่ ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้มีคุณค่าอาหารที่มีประโยชน์มากทีเดียว

        ข้าวของคนสมัยใหม่คือข้าวขาวสีขาวสะอาด เป็นข้าวที่ผ่านการขัดจากเครื่องจักรประสิทธิภาพสูงซึ่งขัดสีจนเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวและจมูกข้าวหลุดออกไปจนหมดสิ้น เหลือแต่เนื้อในของข้าว การขัดสีส่วนที่มีคุณค่าต่อร่างกายออกไป ทำให้ข้าวขาวแทบจะเหลือเพียงแต่แป้ง นักค้นคว้าชื่อ โรสเดล ( Rosedale ) ได้วิเคราะห์ว่า การขัดสีข้าวกล้องจนมีสีขาว นอกจากจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวจะถูกขจัดออกไปแล้ว ยังทำให้โปรตีนสูญหายไปประมาณ 30% ข้าวขาวกินแล้วนุ่มลิ้น แต่แทบไม่มีสรรพคุณทางยาเหลืออยู่เลย  มีเพียงแต่สารอาหารที่ให้พลังงานเท่านั้น 

         ข้าวกล้องมีโปรตีนประมาณ 7-12% แล้วแต่ว่าเป็นข้าวพันธุ์ใด ข้าวกล้องแต่ละพันธุ์อาจมีสีที่แตกต่างกัน เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิมีสีน้ำตาลอ่อน ข้าวกล้องสังข์หยด*มีสีแดง หรือข้าวกล้องสีนิล*มีสีม่วงเข้มเกือบดำ เป็นต้น ไม่ว่าจะมีสีใดก็ตาม ข้าวกล้องจะต้องมีส่วนของจมูกข้าวและรำข้าวติดอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้น หากข้าวมีสีแดงแต่ไม่มีจมูกข้าวและรำข้าวติดอยู่ ก็ไม่เรียกว่าเป็นข้าวกล้อง

        ในข้าวกล้องมีสารเส้นใยสูงมากกว่าข้าวขาว 3-7 เท่า การกินข้าวกล้องจะได้สารเส้นใยไปพร้อมๆกับ

สารอาหารบำรุงร่างกายสารพัดชนิด สารเส้นใยนี้จะช่วยซับเอาน้ำมันและน้ำตาลที่กินเข้าไปล้นเกิน ทิ้งเป็นกากอุจจาระ ซึ่งนอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักแล้ว ยังสามารถช่วยควบคุมระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป และเมื่อมีกากอุจจาระมากขึ้น ก็ทำให้การขับถ่ายดีขึ้นช่วย ลดอาการท้องผูกได้อีกด้วย

           นอกจากนี้ สารเส้นใยยังทำให้คนกินข้าวกล้องอิ่มนานกว่าคนกินข้าวขาวและไม่อยากกินจุบจิบ เนื่องจากการย่อยสารเส้นใยใช้เวลานาน และการที่ใช้เวลาในการถูกย่อยนานนี้เองทำให้น้ำตาลในแป้งของข้าวกล้องถูกปล่อยออกมาสม่ำเสมอไม่เร็วเกินไป ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ทำให้ไม่รู้สึกอยากกินของหวานหรืออาหารระหว่างมื้อ ต่างจากการย่อยข้าวขาวซึ่งมีแต่คาร์โบไฮเดรตล้วนๆซึ่งจะถูกย่อยเร็ว ทำให้น้ำตาลในแป้งออกมาสู่ร่างกายมากและไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้น้ำตาลในร่างกายสูงเร็วพรวดพราดและไม่คงที่ ทำให้หิวเร็ว ไม่เหมาะสมกับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือผู้ที่มีเป็นโรคเบาหวาน

 

             คุณค่าทางอาหารอื่นๆที่ทำให้ข้าวกล้องมีประโยชน์มหาศาลก็คือ วิตามินและแร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่มากกว่าในข้าวขาวหลายเท่าตัว เช่น วิตามินบี 1 และบี 2 ซึ่งช่วยในการเผาผลาญอาหาร ช่วยให้การย่อยและการขับถ่ายดีขึ้น ทำให้ระบบประสาททำงานได้ดี จึงรู้สึกสดชื่นกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่าไม่ซึมเศร้า ความจำดี ป้องกันและบรรเทาอาการตาสู้แสงไม่ได้ และคอยควบคุมรักษาสุขภาพของผิวหนัง โดยร่วมด้วยช่วยกันกับแร่ธาตุสังกะสี (ที่พบมากในข้าวกล้องพันธุ์สังข์หยด) ช่วยลดอาการผื่นคัน ทำให้ผิวพรรณผ่องเป็นนวลใยอย่างที่คนโบราณเขาเรียกกันว่า ผิวนวลข้าว

 

          วิตามินบีอีกชนิดคือ บี3เป็นตัวสำคัญในการสังเคราะห์ฮอร์โมนสืบพันธุ์ เมื่อรวมกับแร่ธาตุเซเลเนียมในข้าวกล้องก็จะช่วยลดอาการหงุดหงิด สวิงสวาย หน้ามืด อ่อนเพลีย ร้อนวูบวาบ ซึ่งเป็นอาการของวัยหมดหรือใกล้หมดประจำเดือนได้ดี

           สำหรับกลุ่มวิตามินบี 5-บี12 นั้น ช่วยในการเผาผลาญและใช้แป้ง ไขมันและโปรตีนให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย ลดอาการบวมน้ำ ควบคุมการทำงานของสมองและอารมณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปกติ และช่วยชะลอความชรา ลดความเสื่อมสมรรถภาพของอวัยวะต่างๆ ประกอบกับในข้าวกล้องมีวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมาช่วยป้องกันปัญหาอันเกิดจากการแก่ก่อนวัย ริ้วรอยตีนกา รอยกระแก่ตามผิวหนังก็ไม่เกิดขึ้นก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้ วิตามินอียังป้องกันไม่ให้เลือดไปอุดตันตามหลอดเลือด ช่วยลดอาการกำเริบของโรคหัวใจหรืออัมพฤต อัมพาต

 

          นอกเหนือจากกล่าวมาแล้วในข้าวกล้องยังมีสารอาหารอีกหลายชนิดที่สามารถช่วยให้ระบบต่างๆในร่างกายแทบทุกระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสรุปแล้ว เมื่อกินข้าวกล้องเป็นประจำ จะช่วยป้องกัน บรรเทา หรือแม้แต่รักษาปัญหาสุขภาพต่างๆได้มากมายดังนี้:

Ø       อ้วนหรืออ้วนง่ายหรือมีปัญหาในการลดความอ้วน

Ø       ท้องผูก

Ø       ไขมันในเลือดสูง

Ø       น้ำตาลในเลือดสูงหรือเป็นโรคเบาหวาน

Ø       ตาสู้แสงไม่ได้ คันตาและแสบลูกตาเป็นประจำ หรือการมองเห็นไม่เป็นปกติ

Ø       คันตามผิวหนัง มีอาการผิวหนังอักเสบหรือใบหน้ามีผื่นแดงบ่อยๆ

Ø       ภูมิต้านทานต่ำ หรือเป็นภูมิแพ้ หอบหืด

Ø       กล้ามเนื้อไม่มีแรง เหนื่อยง่าย

Ø       ชาหรือเป็นตะคริวที่ขา

Ø       ปวดไขข้อ หรือเจ็บขัดๆตามข้อต่างๆ

Ø       อ่อนเพลีย ซึมเศร้า

Ø       กระวนกระวาย หงุดหงิด

Ø       นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท

Ø       ปวดศีรษะเรื้อรัง

Ø       โลหิตจาง ซีด

Ø       มีอาการบวมน้ำในระยะก่อนมีประจำเดือน

Ø       มีอาการของวัยทอง เช่น หงุดหงิด สวิงสวาย อ่อนเพลีย หน้ามืด ร้อนวูบวาบฯลฯ

Ø       ความจำเสื่อม

Ø       ระบบประสาทผิดปกติ ปลายประสาทอักเสบ

Ø       การรับรู้รส หรือกลิ่นไม่ดี

Ø       แก่ก่อนวัย

Ø       ผมร่วงหรือหงอกก่อนวัย

         ใครอยากมีรูปร่างสมส่วน ผิวพรรณผ่องใส อารมณ์ดี สดชื่นแจ่มใส มีเรี่ยวแรงมาก แก่ช้า สมองดี ไม่หลงลืม สุขภาพโดยรวมดี  ภูมิต้านทานดี ไม่เจ็บไม่ป่วย ต้องกินข้าวกล้องกันทุกมื้อนะคะ

 

 

 

 

 

 

10 โรคที่ป้องกันและรักษาได้ด้วยอาหาร

         อาหารสามารถช่วยลดความเจ็บปวดหรือป้องกันโรคได้ เพียงแค่คุณใส่ใจกับอาหารการกินทุกมื้อในแต่ละวันก็จะช่วยให้ร่างกายของคุณแข็งแรง

 1. เรอบ่อย


        ดื่มน้ำมันฝรั่งต้มวันละ 3 แก้ว จะช่วยให้ผนังกระเพาะอาหารและกรดในกระเพาะสมดุล


 2. ท้องอืดเฟ้อ


        ใส่ดอกเก๊กฮวยลงไปในน้ำร้อน 2 ช้อนชา ทิ้งไว้ 10 นาที ดื่มวันละ 1-2 ถ้วย


        หากท้องอืดเฟ้ออันเนื่องมาจากการกินอาหารคาร์โบไฮเดรต (เช่น ขนมปัง พุดดิ้ง) ให้กินแตงกวาดองในมื้ออาหาร


 3. ความดันโลหิตต่ำ

         
        หากความดันโลหิตต่ำ หลังตื่นนอนให้ดื่มน้ำหนึ่งแก้วจะช่วยให้ความดันโลหิตสูงขึ้น (อาจคงอยู่ได้เพียงแค่ 2 ชั่วโมง)


        หากรู้สึกล้า ควรกินผักผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น กีวี มะเขือเทศ  ฝรั่ง จะช่วยให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขด้วย


        เกลือทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น คุณจึงควรเติมเกลือเล็กน้อยในผัก โดยเฉพาะผู้ที่มักหน้ามืดวิงเวียนเวลายืนหรือตื่นนอน


 4. ความดันโลหิตสูง


        อาหารที่มีโพแทสเซียมสูงจะลดน้ำในเลือดและทำให้ความดันโลหิตลดลง อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย แตงกวา


        ทดสอบว่าคุณมีปฏิกิริยาไวกับเกลือหรือเปล่าโดยการไม่กินเกลือหนึ่งสัปดาห์ แล้วดูว่าความดันโลหิตลดต่ำลงหรือไม่


        หากมีความดันโลหิตสูงที่เกิดจากความอ่อนเพลียให้กินอาหารที่มีกรดอะมิโน Tryptophan จะช่วยให้ความดันโลหิตลดลง เพราะความเครียดจะสลายกรดอะมิโนตัวนี้ อาหารที่มีกรดอะมิโน Tryptophan คือมันฝรั่ง ถั่ว ข้าวโอ๊ต เนย และเพื่อให้การดูดซึมกรดอะมิโนตัวนี้ได้ดีขึ้น อาหารมื้อค่ำจึงควรกินคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ผลิตภัณฑ์ธัญพืชไม่ขัดสี และทานเนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อย (ไม่ทานไส้กรอก)


         วิตามินอีจะช่วยปกป้องเส้นเลือดไม่ให้แข็งตัว วิตามินอีมีมากในน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันงาจะให้ผลดีที่สุดคือเหยาะน้ำมันงาในสลัด


 5. ซึมเศร้า


        จากการศึกษาพบว่า คนจีนในไต้หวันเป็โรคซึมเศร้าน้อยมาก ซึ่งน่าจะมาจากอาหารการกิน นั่นคือ การกินข้าว กินผักดิบวันละหนึ่งครั้ง ใช้น้ำมันงา กินเนื้อสัตว์ และไส้กรอกน้อย และมื้อค่ำไม่ทานเนื้อสัตว์


 6. นอนไม่หลับ 

        กรดอะมิโน Tryptophan จะช่วยให้หลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขซึ่งจะช่วยให้หลับสบาย


        กินถั่ววันละหนึ่งกำมือ เพราะในถั่วมีไนอาซินสูง ซึ่งมีความสำคัญในการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนินที่เป็นฮอร์โมนแห่งความสุข


        ไม่ทานเนื้อสัตว์หรือไส้กรอกเป็นอาหารค่ำ เพราะอาหารไขมันจะรบกวนระบบประสาทซึ่งจะกระทบกับการนอนหลับ ทางที่ดีที่สุดคือ กินอาหารที่ย่อยง่าย


 7. อากาศเปลี่ยนทำให้ปวดศีรษะ ง่วง ฯลฯ


        หากอากาศเปลี่ยนแล้วส่งผลให้คุณมีอาการปวดศีรษะง่วง ฯลฯ ไม่ควรกินมูสลี่และผลไม้เป็นอาหารเช้า เพราะมันจะทำให้เกิดอาการทางประสาทและอื่นๆ อาหารที่ควรกินคือ โปรตีนและวิตามินบี เช่น แตงกวาดอง


         ควรกินอาหารเบาๆ เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ และปลา


 8. PMS ก่อนมีประจำเดือน 

        หากขาดวิตามินบี 6 จะทำให้เกิดอาการซึมเศร้า หิวจัด และเจ็บเต้านม ดังนั้น จึงควรกินอาหารที่มีวิตามินบี 6 เช่น ผลิตภัณฑ์ธัญพืชไม่ขัดสี มันฝรั่ง ผลไม้เปลือกแข็ง


         ไม่ดื่มน้ำชา กาแฟ และน้ำดำ


 9. กระดูกพรุน


        แคลเซียมช่วยให้กระดูกแข็งแรง แคลเซียมมีมากในนม ซึ่งมีไขมันตามธรรมชาติ บล็อกโคลี่ ผักขม


        ฟอสฟอรัสในอาหาร เช่น อาหารสำเร็จรูป น้ำดำ ซอฟต์ดริ๊งก์ จะลดการดูดซึมแคลเซียม รวมทั้งมูสลี่และข้าวโอ๊ตก็จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมเช่นกัน


        กินโยเกิร์ตวันละ 2 ถ้วย แบคทีเรียในกรดนมจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น


        ฟลูโอไรด์จะช่วยกระตุ้นในการสร้างเซลล์กระดูกมีมากในถั่ว ชาเขียว ปลา


        ดื่มชาเขียวทุกวันเพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเข้าไปในกระดูก


        วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย มีมากในผลิตภัณฑ์นม และปลา

สูตรอาหารลดความอ้วน

สูตรที่ 1
สูตรอาหารไฮโซค่ะ 3 วัน 3 กก. อึม เป็นไง อ่านแล้วน่าสนใจดีไม๊คะ วันละ 1 กก. แบบนี้ 1 อาทิตย์ก็ผอมเพรียวสมใจอยาก แถมรายการอาหารยังไม่โหด เหมือนซุปผักเมื่อกี้อีกด้วย ได้ทานขนมปังอีกตะหาก สวรค์ของคนลดน้ำหนักเลยค่ะ แต่ขอบอกค่ะว่าแต่ละวันอาหารตามสูตรหายากมากกก แบบออกแนวไฮโซ บ้านๆ อย่างเราไม่ค่อยซื้อทานหรอกค่ะ สูตรมีดังนี้นะคะ

วันที่ 1
เช้า
กาแฟ หรือ ชา ไม่ใส่น้ำตาลและครีมเทียม 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น (โฮลวีทได้ก็จะดีมาก)
ถั่ว baked bean 120 กรัม (ถั่วในซอสมะเขือเทศ)
ส้ม 1 ลูก

กลางวัน กาแฟ หรือชา 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
ปลาทูน่า 120 กรัม

เย็น ถั่วฝักยาวต้ม 120 กรัม
บีทรูท หรือ แครอท ต้ม 120 กรัม
แฮมไก่ 2 แผ่น ไก่เท่านั้นนะคะ
ไอศกรีม วานิลา 1 ถ้วยเล็ก

วันที่ 2
เช้า กาแฟหรือ ชา 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
ไข่ต้ม 1 ฟอง
กล้วยหอม 1/2ผล

กลางวัน แครกเกอร์แบบเค็ม 5 แผ่น
ชีส low fat 1 แผ่น (อาจเปลี่ยนเป็น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ)

เย็น บล๊อคโครี่ กับแครอท ต้ม อย่างละ 120 กรัม
แฮมไก่ 2 แผ่น
กล้วยหอม 1/2ผล
ไอศกรีม วานิลา 1 ถ้วยเล็ก

วันที่ 3
เช้า กาแฟหรือ ชา 1 ถ้วย
แครกเกอร์ เค็ม 5 แผ่น
ชีส low fat 1 แผ่น
แอ๊ปเปิ้ล 1 ผล

กลางวัน กาแฟหรือชา 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
ไข่ต้ม 1 ลูก

เย็น ดอกกะหล่ำต้ม กับ แครอท อย่างละ 120 กรัม
ทูน่า 120 กรัม
แตงไทย หรือ แคนตาลูป 1 ชิ้น
ไอศกรีมวานิลา 1 ถ้วยเล็ก


 

 

สูตรที่ 2
เห็นเค้าบอกว่าเป็นสูตรพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพฯ สูตรน่าสนใจมากค่ะ และยังบอกอีกว่าสามารถลดน้ำหนักได้ อาทิตย์ละ 9 กก. ค่ะ เห็นสูตรครั้งแรกดิฉันจดอย่างเร็วเลย ถ้าลดได้ขนาดนี้ละล่ะก็ ต่อให้ทานผิดพลาดยังไง อย่างต่ำคงลดได้ 3 กก. แหละค่ะ อาหารก็หาง่ายๆ เหมือนเราทานทุกวันนี่ล่ะค่ะ

วันที่ 1
เช้า…น้ำผลไม้คั้นหรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน… ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น… สลัดผัก

วันที่ 2
เช้า… น้ำผลไม้คั้นหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน…ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น…โยเกิร์ต 1 ถ้วย

วันที่ 3
เช้า… กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย หรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน… เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (เนื้อ,หมู)
เย็น… สับปะรด 1 ชิ้น

วันที่ 4
เช้า…น้ำผลไม้คั้น หรือกาแฟดำและขนมปัง 1 แผ่น
กลางวัน… สลัดผักและไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น…โยเกิร์ต 1 ถ้วย

วันที่ 5
เช้า… น้ำผลไม้คั้นหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน… ส้มตำและไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น… สลัดผัก

วันที่ 6
เช้า… น้ำผลไม้คั้นหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน… ปลานึ่งหรือปลาเผาไม่จำกัด
เย็น… นมสด 1 แก้ว(พร่องมันเนย)

วันที่ 7
เช้า… ข้าว 1 ทัพพีและเนื้อ 1 ชิ้นหรือไข่ต้ม 1 ฟอง
กลางวัน… เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม(เนื้อ,หมู)
เย็น… สับปะรด 1 ชิ้น

 ขอขอบคุณแหล่งที่มา จาก http://women.mthai.com

นอกจากผลผลิตของไหมจะได้เป็นเส้นใยที่ชาวบ้านนำมาถักทอเป็นผ้าไหมสวยๆ ไว้ให้สวมใส่กันแล้ว เศษไหมที่ได้จากน้ำต้มไหม รวมถึงรังไหมที่ขาด สาวเอาเส้นไหมออกมาไม่ได้ ก็นำไปผ่านกรรมวิธีการผลิตเพื่อให้ได้ผงไหมที่เป็นประโยชน์อีกขั้น

ทีมนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญวิจัยพบว่า ผงไหมไทยมีส่วนประกอบสำคัญคือโปรตีนคุณภาพสูงที่ได้จากส่วนของใยไหมและรังไหม โปรตีนนี้มีกรดอะมิโนมากถึง 18 ชนิด และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านจุลินทรีย์ สารต้านไวรัสโรคเริมและงูสวัด รวมถึงสารช่วยในเรื่องความจำและช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ซึ่งสารเหล่านี้มีอยู่ในผงไหมไทยมากกว่าผงไหมพันธุ์อื่นๆ สุโขสปา จังหวัดภูเก็ต จึงจับมือกับมูลนิธิหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ พัฒนาไหมไทย นำผงไหมไทยมาพัฒนาเป็นทรีตเม้นต์บำรุงผิวกายที่ได้ผลดีเยี่ยม โดยเฉพาะประโยชน์ในด้านการลดเรือนริ้วรอยบนใบหน้า

ทพญ.นงธนัญ เทพบุตร บ.ภ. ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุโขสปา กล่าวว่า ผงไหมไทยที่ได้นี้เป็นโปรตีนสด เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการใดๆ แค่ผ่านรังสีแกมมาสำหรับการฆ่าเชื้อเท่านั้น ผงไหมไทยมีโปรตีนและกรดอะมิโนอยู่ครบถ้วน และผงไหมไทยที่เราใช้เป็นพันธุ์นางน้อยศรีสะเกษ-1 โดยเรานำผงไหมสดนี้มาผสมกับส่วนผสมต่างๆ อาทิ โยเกิร์ต เพราะโยเกิร์ตสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว

คนที่ผิวแห้งมากจะผสมหยดนมและน้ำมันงาใส่ไปด้วย ส่วนคนผิวมันมากจะผสมกับน้ำ อย่างเช่นสูตรที่เราใช้นำมาทำทรีตเม้นต์มือนั้น เราผสมผงไหมกับโยเกิร์ต และเอสเซ็นเชียลออยล์ โดยโยเกิร์ตนั้นมีเอเอชเอ ช่วยขจัดเซลผิวที่ตายแล้วให้หลุดไป ส่วนเอสเซ็นเชียลออยล์นั้นมีกลิ่นหอมช่วยกลบกลิ่นคาวโปรตีนของผงไหม อีกทั้งยังเป็นตัวนำผงไหมให้ซึมเข้าสู่ผิวหนังของร่างกายได้ลึกขึ้นด้วย นอกจากคุณสมบัติของผงไหมที่เข้าไปช่วยกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้ผลิตอิลาสตินและคลอลาเจนอย่างมีประสิทธิภาพแล้วนั้น ผงไหมยังมีคุณสมบัติดูดความชื้นให้กับเซลผิว จึงทำให้ผิวตึง นุ่ม ชุ่มชื้น

ข้อจำกัดของการใช้ผงไหมนั้น คุณหมอกล่าวว่า เด็กที่อายุไม่ถึง 20 ปี สภาพผิวไม่ได้ถูกทำลายไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ทรีตเม้นต์ผงไหมนี้เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่ผิวได้รับการทำลายจากสภาพแวดล้อมอย่างหนักมากกว่า

ที่มา จาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด ปีที่ 15 ฉบับที่ 55943/24/2006

 

ว่าแล้วก็เสียดายแทนคนไทยนะคะที่ไม่ค่อยจะเห็นคุณค่าของ ไหมไทย เลย เพื่อนๆรู้หรือเปล่าคะว่าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางแถบยุโรปเค้าสั่งซื้อกับ สุโข สปา โดยตรง ยอมเสียค่าขนส่งซึ่งราคาแพงมากกว่าราคาผลิตภัณฑ์ เป็นหลายเท่า แล้วอย่างนี้คนไทยอย่างเราในเมื่อมีโอกาสแล้วทำไมไม่ลองใช้ดูละคะ ภายนกล่องบรรจุ 5 ซอง สามารถใช้ได้ถึง 10 ครั้งทีเดียว แต่หากเปิดซองแล้วขอให้ใช้ให้หมดในครั้งเดียวเนื่องจากเป็นของสด หากใช้ไม่หมดก็ปิดผนึกให้ดีและเก็บในตู้เย็นเก็บไว้ได้อีก 2-3 วันค่ะ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.sukkospa.com/ โทร. 66-7626-3222

ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดยใ ช ้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ…
อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน  หรือบ่อยเกินได้แก่…

       1.  ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง  ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่ว เช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
       2.  ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋ม! ! ีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อนตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้น ยังทำให้ค อ แห้ง เจ็บคอง่ายโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
       3.  เนื้อย่าง:กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน  ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
       4. ผักดอง:ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกินหรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิด สารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
        5. ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกินหรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง(อัมพฤกษ์-อัมพาต)และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น < BR>       6. ผักขม ปวยเล้ง:ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า… มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกินหรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้
        7. บะหมี่สำเร็จรูป:บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัด! ! บูด  สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้ เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้
        8. เมล็ดทานตะวัน:เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง  ทว่า…การกินมากเกินหรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี(metabolism)  ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เ ก ิดการสะสมไขมันในตับภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น
       9.  เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้: กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย…ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิต ยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
        10.      ผงชูรส:คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา…การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกินทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูง อาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น  คลื่นไส้และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

อาจารย์ท่านแนะนำเคล็ดลับไว้  12 ข้อดังต่อไปนี้…

 1. หวีผมบ่อยๆ:
หวีผมเบาๆ  บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย  เพื่อกันผมหลุด)

 2.  ถูใบหน้าบ่อยๆ:
ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน  หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถูหน้าเบาๆ บ่อยหน่อย เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

  3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ:
ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน  มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้องอะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง</ S PAN>

 4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ:
การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ  บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม)ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต  ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดีป้องกันเสียงดังในหู หูตึงและอาการเวียนหัว

 5. ขบฟันบ่อยๆ:
ขบฟันเบาๆ  บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอด ๆ ) ช่วยให้ฟันแข็งแรงแล! ! ะกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

 6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ:
การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็มเพื่อเชื่อมพลังลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกายทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

 7.  กลืนน้ำลายบ่อยๆ:
การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย  และกระตุ้นการย่อยอาหาร

 8. หมั่นขับของเสีย:
หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลังเพื่อป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระ…ให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็นการทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษและการดูดซึมสารพิษ(กลับเข้าสู่ร่างกาย)มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

 9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ:
ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

 10.      ขมิบก้นบ่อยๆ:
การขมิบก้นบ่อยๆ  ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

 11.       เคลื่อนไหวทุกข้อ:
การอยู่นิ่งๆ  หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไ! ! ป ทำให้เกิดโรคได้ง่ายควรเคลื่อนไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้กโยคะ  ฯลฯ

 12.      ถูผิวหนังบ่อยๆ:
ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำมีส่วนช่วยให้เลือดและพลังไหลเวียนดี

หน้าต่อไป