กำลังใจ


1. เราไม่ได้มีชีวิตเพื่อการเฝ้านั่งเสียใจร่ำไห้ หรือ พูดถึงแต่สิ่งที่เราทำผิดพลาดในอดีต รู้จักให้อภัยตัวเองในสิ่งที่เราทำผิดพลาด แล้วไม่นึกถึงมันอีก

2. เรียนรู้ที่จะให้อภัยผู้อื่น ในสิ่งที่เขาทำผิดพลาดในอดีต แล้วไม่พูดถึงมันอีก

3. การปล่อยวางไม่ใช่เป็นการยอมแพ้ ตรงกันข้าม เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากส่วนลึกของหัวใจของเราวันละน้อย เพื่อเอาชนะความอ่อนแอ

4. ชีวิตไม่ได้เติบโตจากการทำให้ทุกสิ่งได้ดั่งใจของเรา แต่เป็นการยอมรับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตของเราอย่างกล้าหาญ รักและเข้าใจทุกสิ่งที่เราได้ตัดสินใจทำลงไปทุกครั้ง

5. เรียนรู้ความจริงว่าเราไม่สามารถบังคับผู้อื่นให้คิดและทำในสิ่งที่เราต้องการได้ เพราะแม้แต่ตัวเราเอง ยังทำให้เป็นอย่างที่เราต้องการไม่ได้เลย

6. อย่าเสียเวลาคิดแค้นเคืองโกรธในการกระทำของผู้อื่นที่ส่งผลให้เราทุกข์ใจ ให้อภัยเขาเสีย และหากอยากรู้สึกดีขึ้น ก็นึกถึงคำสอนในพุทธศาสนาว่า ใครทำกรรมใดไว้ ผู้นั้นย่อมได้รับผลนั้นได้ด้วยตนเอง

7. วัตถุหรือภาพลวงตาภายนอกไม่เคยสามารถเติมเต็มหัวใจใครได้ การตั้งหน้าตั้งตาหาวัตถุ หรือความพึงพอใจจากการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เพื่อหวังว่าจะทำให้เรารู้สึกเต็มและมีความสุข นั่นเป็นแค่ฝันลมๆแล้งๆ การรับวัตถุทำให้เรามีความต้องการไม่รู้จบ ขณะที่การได้รับความรักความเข้าใจจากคนที่รักอย่างเต็มเปี่ยมจะทำให้เรามีหัวใจที่เต็ม” จนไม่ต้องไขว่คว้าหาวัตถุมาเติมเต็มหัวใจอีก

บนเตียงเล็กๆ.. ในบ้านอบอุ่น..หลังหนึ่ง
แดดยามเย็น..ทอบางบาง..ผ่านหน้าต่าง

หญิงชรา..อายุราวๆ 70 ปี
นอนซม..อยู่บนเตียง

เธอรู้ว่า…นี่เป็นช่วงเวลาสุดท้าย..ในชีวิตของเธอแล้ว
..แต่จะเป็นอะไรไปล่ะ ..เธอพอใจกับชีวิตทั้งหมด..ที่เธอได้ผ่านมา

เธอ..ได้แต่งงาน ..มีครอบครัว..ที่อบอุ่น
แม้จะไม่มีลูก..ก็ตาม

มีเพื่อนที่ดี ..ผ่านชีวิตการงานที่ดี
ถึงแม้วันนี้..สามีของเธอจะตายไป..ร่วม 10 ปี

แต่..ในวันสุดท้าย..ของชีวิต
เพื่อน-ที่เธอรักที่สุด..
ก็มานั่งเคียงข้างเธอ..อยู่ตรงนี้
มาส่งเธอ..เหมือนทุกครั้ง..ทุกคราว

*

หมอบอกว่า..ฉันคงอยู่ได้ไม่เกินพรุ่งนี้เช้าหรอก
เธอ..เอ่ยบอกกับเขา
เพื่อนชรา..ที่รู้จักกับเธอมา..แต่ครั้งยังเด็ก

ฉันรู้
ชายชรา..พยักหน้ารับ

เธอมาส่งฉัน..เหมือนทุกทีสินะ
หญิงชรา..มองหน้าชายชรา

ใช่..ก็ฉันส่งเธอ..มาตลอดทั้งชีวิตนี่นา ..ขาดไปอย่าง..คงไม่ครบ
ชายชราตอบ..ด้วยรอยยิ้มบางๆ

ตอนเด็กๆ..บ้านเรา..อยู่ทางเดียวกัน..เรากลับบ้านด้วยกันทุกเย็น..
บ้านฉัน..อยู่เลยบ้านเธอไปมาก..เธอ..รำลึกความหลัง

แต่ฉัน..ก็ไปส่งเธอทุกวัน
ชายชราบอก

ใช่..เธอทำอยู่อย่างนั้น..ตลอดชั้นประถม..และมัธยม..ที่เราเรียนด้วยกัน
..จนเพื่อนๆล้อว่า..เราเป็นแฟนกันหญิงชราพูดขึ้น

สุดท้าย..ก็ต้องเลิกล้อกันไป
เพื่อนชราของเธอ..ต่อคำ

ตั้งแต่..เธอคบกับแฟนคนแรกของเธอ..นั่นแหละ
เธอเย้ายิ้มๆ

แต่ฉันก็ไปส่งเธอทุกวัน..อยู่อย่างเดิม… จนต้องเลิกกับแฟน..ไม่ใช่รึ
ชายชรา..ทวนความหลัง

เธอจำได้ว่า..เธอบอกเขาอยู่บ่อยๆ ว่า..ไม่ต้องเดินมาส่งเธอแล้ว..
เดี๋ยวแฟนเขาจะโกรธเอา.. แต่เขาก็ยังดึงดัน..ที่จะมาส่งเธอ

โกรธก็โกรธไป ..ฉันรู้จักเธอ-มาก่อนตั้งนาน ..ยังไงเธอ..ก็ต้องมาก่อน
นั่น..เป็นคำพูดที่เธอจำได้-ไม่ลืม ..แม้ว่า..มันจะผ่านมาเกือบ 60 ปีแล้ว..ก็ตาม..

เธอยังจำ..วันที่เขาต้องขึ้นรถไฟ..เพื่อไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้

วันนั้น..เธอไปส่งเขาที่สถานี ..ร้องไห้จะเป็นจะตาย
..เขาวุ่นกับการปลอบเธอ..จนไม่เป็นอันได้ร่ำลาพ่อแม่

พอเธอสงบลง..และขอตัวเข้าไปล้างหน้าล้างตา..ในห้องน้ำ ..
พ่อแม่ของเขา..ไปเช็คเที่ยวรถไฟ
พอเธอกลับมา..ก็พบเขานั่งร้องไห้คนเดียว..กับกองกระเป๋า…
เงยหน้าขึ้นบอกกับเธอ..ทั้งน้ำตา

กลับบ้านเอง..เดินดีๆ นะ

และนั่น..ทำให้เธอต้องเสียน้ำตา..อีกรอบ

*
เธอจำได้ว่า..วันที่เขาปิดภาคเรียน..และกลับมาบ้าน..
เธอแนะนำเขา..ให้รู้จักกับแฟนหนุ่มของเธอ

ตอนแรก..ทั้งสอง..เหมือนจะเข้ากันได้ดี ..แต่หลังจากนั้น 2-3 วัน
..มีคนมาบอกว่า..แฟนเธอกับเพื่อนเธอ..ต่อยกัน

มัน..นอกใจเธอเขาบอกเรียบๆ..

แต่..เธอไม่เชื่อ

วันนั้น..เธอเชื่อแฟนมากกว่า..ว่าเขาอิจฉาแฟนเธอ..จึงหาเรื่องชกต่อย
..เธอว่าเขา..ไปหลายคำ

อาทิตย์นึงให้หลัง..เธอจึงรู้ว่า..เขาเป็นคนถูก
..เมื่อเธอไปหาเขาที่บ้าน..ก็เจอแต่..พ่อของเขา

มันกลับไป..แต่อาทิตย์ก่อนแล้ว ..เห็นว่ามีธุระด่วน ..ไม่รู้อะไร
*

เธอส่งจดหมายไปขอโทษ ..เขาบอกไม่เป็นไร..เขาไม่เคยโกรธเธอ..แค่น้อยใจเล็กๆ
..ในจดหมายลงท้าย..ด้วยคำ-คำเก่า

กลับบ้านเอง..เดินดีๆนะ”

เธอรู้ว่า..ในคำที่เหมือนสั้นๆ นั้น ..เขาพูดอะไรออกมา..มากมายขนาดไหน..

เธอจำได้..ถึงวันที่เธอ..บอกเขาว่า..
เธอจะแต่งงาน..

เขา..มองหน้าเธอ..
เธออ่านไม่ออกว่า..มันเป็นความรู้สึกอะไร
..ดีใจ?
..เสียใจ?
และเมื่อเธอถามเขาตรงๆ ..เขาก็ตอบว่า..

“..เราใจหาย..
*

แต่ก่อนหน้านั้น.. ก็เขานี่แหละ..ที่เป็นคนช่วยเธอเลือก..
ช่วยเธอดูว่า..ผู้ชายคนนี้นิสัยดี ..และรักเธอจริง

เรา-ผู้ชายด้วยกัน..เราดูออก

ซี่งเขา..ก็ดูไม่ผิด ..สามีของเธอดี..เหมือนอย่างที่เขาบอก ..

วันแต่งงาน..เธอบอกเขาว่า..

ความเป็นเพื่อนของเรา..ยังเหมือนเดิมนะ ..ไม่ต้องห่วง

เขามองเธอนิ่งๆ..พยักหน้าน้อยๆ.. ไม่ตอบคำ

ถึงเวลารดน้ำสังข์ ..เขาอวยพรเธอมากมาย ..แต่พูดกับสามีเธอ..เพียงสั้นๆ ว่า..

ฝากด้วยนะ..
*

เขาแต่งงาน..มีครอบครัวของเขา
เธอ..ก็มีครอบครัว..ของเธอ

มีบางช่วงของชีวิต..ที่ห่างกันไป
แต่ก็ไม่เคย..ลืมกัน

เธอ..ส่งการ์ดอวยพรวันเกิดให้เขา..ทุกๆปี
ตอนนี้..เขาน่าจะเก็บมันไว้ได้ 59 ใบแล้วล่ะ
เพราะเธอนับของเธอแล้ว..มันได้ 58 ใบ
น้อยกว่า..อยู่ใบนึง..
เพราะเธอ..เกิดทีหลังเขา 5 เดือน..

บางที ..เธอรู้สึกสนิทกับเขา..มากกว่า..คนรักของเธอเสียอีก

หลายเรื่อง..ที่เขารับรู้..แต่คนรักของเธอ..ไม่แม้แต่ระแคะระคาย..

และก็เช่นกัน..หลายความลับ..ที่เขาระบาย
..ที่เขาฝากไว้ที่เธอ..เธอก็รับ..และเก็บงำมันไว้..ด้วยความเต็มใจ..

*
*

คิดอะไรอยู่?”
เขาเอ่ยขึ้นมา..ทำลายความเงียบ

เรา..กำลังนึกแปลกใจ
เธอเอ่ย..ด้วยท่าทีครุ่นคิด

ทำไม..เราถึงไม่ได้เป็น..คนรักกัน?”

เขานิ่งไป..เหมือนกำลังคิดเช่นกัน

เราสนิทกันมาก..มั้ง
เขาว่า

นั่น..ไม่น่าใช่เหตุผลนี่
เธอว่า

เธอ..ถามยากไปนะ
เขาตอบ..หลังจากนิ่งคิดอีก..อยู่ครู่ใหญ่

ไม่ยากหรอก ..ลองคิดเล่นๆ สิว่า..ทำไมเราถึงไม่รักกันนะ?”

แววตาเธอ..มีแววขี้เล่นซุกซน ..เหมือนเด็กหญิง..ครั้งกระโน้น

อืมม..อันนี้..ค่อยง่ายขึ้นมาหน่อย
เขาพูดขึ้น

เธอมองหน้าเขา.. แปลกใจเธอว่า..เธอไม่ได้เปลี่ยนคำถาม..นี่นะ..

ฉันไม่รู้หรอกว่า..ทำไม-เราถึงไม่ได้เป็น..คนรักกัน
เขามองหน้าเธอ..ด้วยสายตาอ่อนโยน

แต่..ถ้าเธอถามว่า..ทำไม-เราถึงไม่รักกันน่ะ
เขาเว้นช่วง
ฉันก็จะตอบว่า — ฉันว่า..เราไม่ได้-ไม่รักกัน..ซะหน่อย

เธอหลับตาลง.. คำถามที่ถูกซ่อนไว้..หลายสิบปี..กลับตอบออกมาง่ายๆ..อย่างนี้เอง

นั่นสินะ ..เราไม่ได้-ไม่รักกัน..ซะหน่อย
เธอตอบ..ทั้งๆที่หลับตาลง

ตอนนี้..เธอพร้อมที่จะจากโลกใบนี้ไป..อย่างมีความสุขแล้ว

ในความรู้สึก..ที่เริ่มพร่าและเลือน…เธอสัมผัสได้ถึงมือของเขา..ที่เอื้อมมากุมมือเธอไว้

กลับบ้านเอง..เดินดีๆนะ..

และนั่น..
คือ..คำสุดท้าย..ที่เธอได้ยิน

รักกันไว้เถิ เราเกิด ร่วมแดนไทย….วันนี้มาอารมณ์ประมาณนี้ค่ะ อยากให้เพื่อนทุกๆ คนรักและสามัคคีกันไว้ …

สามัคคีคือพลังค่ะ ….

 

ทุกๆองค์กรที่มีการทำงนร่วมกันหลายๆคนไม่มีที่ไหนหรอกที่จะรักและสามัคคีกัน หมด อย่างน้อยหนึ่งในนั้นอาจจะมีซัก 2-3 คน เพราะมีหลายคน ก็หลายพ่อ พันความคิด หลายสาเหตุ เหตุผลใครเหตุผลมัน

 

ความคิดไม่ตรงกัน

 

การทำงานร่วมกันก็ต้องมีถกเถียงบ้างเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สร้างสรรค์และตรงวัตถุประสงค์ที่องค์กรตั้งไว้ ทุกๆคนไม่ชอบคนที่จะมีใครมาต่อต้านความคิดเราหรอกค่ะ จำเอาไว้เสมอว่าเพื่องานๆๆ อย่าเอา อคติส่วนตัวลงไปใส่กับงานเลยค่ะ

 

ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น

 

หรือเหมือนจะรับฟังแต่แย้ง อยู่ในใจ ถ้าหากว่าเป็นไปได้จงหาโอกาสที่จะพูดคุยกับเค้าซะ ให้ผลัดเป็นกระจกให้กัน เพื่อที่จะได้ปรับตัว และทำงานด้วยกันอย่างมีความสุข

 

การจัดการไม่ดี

 

ตอนนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเราแล้ว แต่เกิดจาก องค์กร เอง หากไม่มีกระบวนการจัดการที่ดี ก็จะทำให้เราแตกแถว หรือขัดใจกันก็ได้ การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามหากค่อยๆทำ ค่อยๆปฏิบัติ อย่าพยายามทำเหมือนหักดิบ เกินไป ออมเชื่อว่าทุกๆอย่างทุกๆคนหากเราใช้การประนีประนอม ทุกคนจะเปิดใจรับได้ มากกว่าบังคับ หรือ ชิงดี ชิงเด่นนะ

 

ไม่ถูกชะตา หมั่นไส้

 

อาจจะมีบ้าง ประมาณว่าเจอกันครั้งแรกก็ สัญชาตญาณจะเริ่มส่งสัญณาณมาบอกว่าคนนี้ไม่น่าคบ นั่นก็แสดงว่าเราตัดสินเค้าแค่ภายนอก จริงๆแล้วเค้าอาจจะเป็นคนดีก็เป็นไปได้นะคะ ดูคนต้องดูไปนานๆค่ะ หรืออาจจะเป็นเพราะเรามั่นใจมากเกินไป (ด้วยว่าเราสวย เก่ง ฉลาด ) อาจจะทำให้คนอื่นอิจฉาเราได้ บางทีการเด่นเกินหน้าเกินตาคนอื่นเค้าก็อิจฉา ดังนั้นเพลาๆลงบ้างก็ได้นะคะ ให้โอกาสคนอื่นเค้าได้แสดงฝีมือ และได้แจ้งเกิดบ้างเหอะ  หรือเน้นการทำงานเป็นกลุ่มดีกว่านะคะ

 

พยายามเป็นมิตรกับทุกๆคน ยิ้มแย้มแจ่มใสไว้เสมอ

 

อ่อนน้อม อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง และถูกต้องตลอด

มีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน มากเท่าที่จะทำได้

อย่าแบ่งพรรคแบ่งพวก

เมื่อไม่ชอบหน้าใครอย่าหาแนวร่วม

รู้จักให้อภัยบ้าง

ช่วงนี้ไม่รู้เป็นยังไงเนอะ ออมรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างในองค์กรเปลี่ยนไป อาจจะเป็นเพราะเฟส สอง กำลังจะเกิดขึ้นด้วยมั้ง ทุกแผนกเลยต้องยุ่งๆๆ จนหัวฟูไปตามๆกันหมด และสิ่งที่เกาะติดมากับความยุ่งคือ ความเครียด ความกดดัน การแข่งขัน ทั้งกับตัวเอง และ หลายๆอย่าง สัมผัสได้ว่าทุกคนเหนื่อย เหมือนกำลังจะหมดแรงไปทุกที เหมือนกับออมเลย บางครั้งช่วงนี้ทุกคนอาจจะอยู่ในช่วงที่ sensitive เหมือนออมนะ แค่ใครพูดอะไรนิดๆหน่อยๆ ไม่เข้าหูก็มีงอนๆแล้ว ประมาณนี้

 

ออมเชื่อว่าเพื่อนๆคงจะเคยรู้สึกบ้างละนะ หากวันไหนโดนเจ้านาย หรือ เพื่อนร่วมงาน วิจารณ์ หรือตำหนิ เชื่อว่าวันนั้นทั้งวันเพื่อนๆก็จะอินไปกับ คำพูดนั้น จนไม่เป็นอันทำงานเลย ใช่ป่าวคะ ซึ่งบางครั้งคำวิจารณ์ที่เค้าพูดมาอาจจะเป็นความจริง ที่เรารับไม่ได้หรือไม่พยายามเปิดใจรับ แต่ก็เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่บั่นทอนกำลังใจในการทำงานของหลายๆคน  อย่าพยายามคิดมากเลยค่ะ เรื่องแค่นี้เอง เอาเป็นว่าเราลองมาปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆพร้อมๆกันดีกว่ามั้ยคะ

 

·         อย่าพยายามคิดมาก หรือจินตนาการต่อ

การที่เราคิดเล็กคิดน้อย หรือ คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น แบบนี้ มันจะทำให้เรื่องเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ๆ หรือเรื่องง่ายๆก็กลายเป็นเรื่องยากดดันเราไม่รู้ตัวก็เป็นไปได้นะคะ ดังนั้น พยายามสลัดมันออกไปจากหัวและสมองอันสวยๆของเราซะ แล้วลองหันกลับมามองตัวเอง หากว่าเราบกพร่องจริง ก็รีบแก้ไขซะ อย่าเก็บไปคิด ไปเครียด ปวดหัวปล่าวๆเนอะ

 

·         ต้องมั่นใจ

จริงอยู่ว่าเราบกพร่อง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีส่วนดีเลยนะ ดังนั้นอย่ามองตัวเองในแง่ลบ หรือคิดน้อยเนื้อต่ำใจ ตอนนี้เป็นโอกาสของเราแล้วค่ะ ควรจะพิสูจน์ให้คนอื่นได้เห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเราเองให้ดีขึ้น รีบๆ ลงมือทำดีกว่าค่ะ

 

·         มองตัวเอง

 

คิดว่ากำลังส่องกระจก ให้มันเป็นตัวสะท้อนที่ทำให้เราได้มองเห็นตัวเราเอง อย่าคิดว่าเค้ากำลังจ้องจับผิด หรือจ้องทำร้ายโจมตีเราอยู่ กลับกันเราควรจะขอบคุณเค้าด้วยซ้ำไปที่ทำให้เราได้มองเห็นตัวเราเอง เมื่อรู้แล้ว ก็ตั้งสติ ทำใจให้เป็นกลาง ยอมรับความจริง และเร่งแก้ไขจุดอ่อนให้ได้เร็วที่สุด

การที่เราหลีกเลี่ยงคำวิจารณ์ เท่ากับว่าเราไม่มี่การพัฒนาตัวเอง ในด้านการทำงาน สิ่งเหล่านี้แหละเป็นกระจกชั้นดี ราคาแพง ที่ช่วยสะท้อนให้เราได้มองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเราเอง เพื่อที่จะได้แก้ไข และ ปรับปรุงจุดอ่อนนั้นให้กลายเป็นจุดแข็งได้ แหะๆๆๆๆ พยายามเข้านะคะ เอาใจช่วยค่ะ

ถ้าโกรธกับเพื่อน. . . มองคนไม่มีใครรัก
ถ้าเรียนหนัก ๆ . . . มองคนอดเรียนหนังสือ
ถ้างานลำบาก . . . มองคนอดแสดงฝีมือ
ถ้าเหนื่อยงั้นหรือ . . . มองคนที่ตายหมดลม

ถ้าขี้เกียจนัก . . . มองคนไม่มีโอกาส
ถ้างานผิดพลาด . . . มองคนไม่เคยฝึกฝน
ถ้ากายพิการ . . . มองคนไม่เคยอดทน
ถ้างานรีบรน . . . มองคนไม่มีเวลา

ถ้าตังค์ไม่มี . . . มองคนขอทานข้างถนน
ถ้าหนี้สินล้น . . . มองคนแย่งกินกับหมา
ถ้าข้าวไม่ดี . . . มองคนไม่มีที่นา
ถ้าชีวิตแย่ . . . มองคนที่แย่ยิ่งกว่า

อย่ามองแต่ฟ้า . . …ที่สูงเกินตาประจักษ์
ความสุขข้างล่าง . . . มีได้ไม่ยากเย็นนัก
เมื่อรู้แล้ว . . . จัก . . . ภาคภูมิชีวิตแห่งตน