เรื่องดีๆ เอาแบ่งปั


ใครรู้จัก อายะ ฮิราโนะ บ้าง….คอหนังทั้งหลายคงจะรู้จักนะคะ เพราะเค้าเป็นนักพากษ์ขั้นเทพของญี่ปุ่นเชียวแหละ เมื่อหลายวันก่อนเค้าได้มีโอกาสมาเรียน ฤาษีดัดตนที่ สุโข สปา ออมก็แปลกใจว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงชอบเรียน ฤาษีดัดตนกันจังเลย เลยได้ถามกับ คุณ อากิโกะ สาวจากแดนอาทิตย์อุทัย เค้าบอกว่าก่อนหน้านั้นมีรายการทีวีดังของญี่ปุ่นรายการนึง (เห็นว่าคล้ายรายการสานฝันให้เป็นจริงอะไรประมาณเนี้ยค่ะ) เค้าได้ไปถ่ายเด็กที่เค้าหัดเรียนเต้นบัลเล่ห์น้องเค้าหัดยังไงก็ไม่สามารถทำได้จนเดือนหน้าก็จะสอบแล้ว ทางผู้ปกครองเค้าบอกว่าหากทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเรียนต่ออีก ดังนั้นทางรายการจึงจัดคอส สอนฤาษีดัดตนให้เด็ก ปรากฏว่าเด็กสามารถทำได้หลังจากที่ได้มีการเรียน…ผู้ปกครองก็ทึ่งมาก..นี่เป็นเพียงเหตุผลส่วนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเค้าสนใจค่ะ บ้างก็บอกว่าเรียนแล้วทำให้ร่างกายสมดุล หุ่นสวย ไม่อ้วน จึงเป็นที่นิยมค่ะ…

ออมเอาประวัติคร่าวๆของ คุณอายะ ฮิราโนะ มาจาก จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ค่ะ

อายะ ฮิราโนะ (「平野 綾」, Hirano Aya, 平野 ?) เป็นนักพากย์หญิงและนักร้องเจ-ป็อปชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เกิดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 1987 ที่จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น กรุ๊ปเลิอด O สูง 158 ซม. (5′2″) สังกัดค่ายสเปซคราฟต์โปรดิวซ์ ในเครือของสเปซคราฟต์กรุ๊ป สำหรับงานนักพากย์[1] และค่ายแลนติส สำหรับงานนักร้อง[2] ฮิราโนะมีผลงานการพากย์มาแล้วมากมาย ทั้งอะนิเมะ เกม วิชชวลโนเวล และรายการโฆษณาทางโทรทัศน์ ซึ่งผลงานที่ทำให้ชื่อเสียงของเธอเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือบทของ สึซึมิยะ ฮารุฮิ จากเรื่องเรียกเธอว่าพระเจ้า สึซึมิยะ ฮารุฮิ 

รูปสวยๆเพิ่มเติมเอามาจาก Kapook ค่ะ 

IMG_8351

Hirano_Aya_b12

Hirano_Aya_b13

ว้าวๆๆๆๆ แค่ฟังชื่อก็ดูน่าสนใจแล้วใช่หรือเปล่าคะ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ออมได้มีโอกาสไปงานแต่งงาน 2 งาน ที่ตรัง และ นครศรีธรรมราช เป็นงานของ พี่ชาย..พี่วัชระเจ้าบ่าวที่ใจดี แถมเป็น Agent ที่สวามิภักดิ์กับ สุโข สปา มาเป็นอย่างดีมาโดยตลอด และงานของพี่เจ๊ะ เอ้ยๆ ไม่ใช่ๆงานแต่งของน้องสาวพี่เจ๊ะต่างหาก…(ว่าก็ว่าเหอะนะ น้องแต่งก่อนพี่ เห็นมาหลายรายแล้ว พี่ขึ้นคานคักๆๆๆๆๆ…เหมือนกะตัวเองเลย หุหุหุ) ทริปนี้ก็มีผู้ร่วมเดินทาง 3 สาว อันประกอบด้วย รอง พี่เจ๊ะ และ ออม ค่ะ ระหว่างทางก็แวะเที่ยวไปเรื่อยๆ แวะ สระมรกต ที่กระบี่ และ ถ้ำเลเขากอบตั้งอยู่ที่ อ. ห้วยยอด จ.ตรัง ซึ่งพี่แดนเจ้าบ้านคนอ้วนๆตัวดำๆๆๆๆ เค้าภูมิใจนำเสนอและโม้ไว้แยะมั่กๆ แต่ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังแม้แต่น้อยเลยค่ะ

reIMG_9547

 ตื่นเต้นและประทับใจมากเลยเริ่มจากลงเรือที่ท่าเรือ เพื่อล่องเรือเข้าสู่ตัวถ้ำ การล่องเรือเข้าถ้ำ สายน้ำที่ไหลผ่านเข้าถ้ำเขากอบ จะเป็นกระแสน้ำที่ไหลเรียบ ไม่มีแก่ง ล่องเรือสักพัก ชมธรรมชาติสองฝั่ง ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้มาก มาถึงปากถ้ำ ต้องก้มตัวหลบ เพดานถ้ำเล็กน้อยจึง เข้าได้

reIMG_9600

 ตลอดความยาวของคลองใต้ภูเขา มีระยะทาง ประมาณ 4 กิโลเมตร เรือจะล่องผ่านโถงถ้ำต่าง ๆ เช่น ถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำรากไทร ถ้ำท้องพระโรง และถ้ำอื่น ๆ นับหลายแห่ง ฝีพายหรือไกด์คนเก่งก็เป็นชาวบ้านในถ้องที่นั้นแหละต้องผ่านการฝึกและอบรมมาเป็นอย่างดี พอเข้าในถ้ำไกด์บอกเราว่าให้จินตนาการตาม สวยงามมากเลยค่ะหินงอกหินย้อยรูปทรงต่างๆแปลกตา น่าทึ่งนะคะ ธรรมชาติสร้างสรรค์มาได้สุดยอดมาก ดูแล้วก็จะเห็นเป็น หินย้อยที่คล้ายระนาด เคาะดูแล้วมีเสียงไพเราะ สูงต่ำไล่ตามกันไป ไม้เสียบลูกชิ้น ช้าง เป็ดย่าง หินตาหินยาย

reIMG_9574

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์  หลอดกาแฟ ห้องเจ้าสาว ม่านเจ้าสาว

reIMG_9621

และยังเห็นรากต้นไทรสีดำขนาดใหญ่มาก ทีแรกนึกว่าเป็น อนาคอนดาซะอีก และอีกมากมายเลยที่จำไม่ได้ สวยงามจนอยากจะจับ แต่ไกด์บอกเราว่าจับไม่ได้ เพราะ หินงอกหินย้อยในถ้ำนี้เป็นหินงอกหินย้อยที่เจริญเติบโตเติบโตตามธรรมชาติ จึงไม่ควรจับ สัมผัส เนื่องจากความมัน และเหงื่อของมือเรา จะทำให้ หินปูนไม่สามารถเกาะตัวกันได้ ทำให้หินงอกหินย้อยเหล่านั้น ก่อตัวต่อไปไม่ได้ หรือที่เรียกว่าหินตาย นั่นเอง..ความรู้ใหม่ ที่สำคัญภายในถ้ำไม่ร้อนเลยค่ะ จะมีช่องให้ลมพัดผ่านเข้ามาได้ตลอด และแล้วก็มาถึงจุดที่เป็น ไฮไลท์ ของที่นี่ คือการล่องเรือ ลอดท้องมังกร ซึ่งคือเพดานถ้ำ ที่ต่ำมากๆๆๆย้ำว่าต่ำมาก   เราต้องนอนหงายลงบนเรือ ไฟเบอร์ ซึ่ง ทุกคน ต้องนอนทั้งหมด รวมทั้งไกด์หรือคนพายเรือ ด้วย และเราก็จะเริ่มเข้า สู่ท้องมังกรคนพายจะใช้มือดันกับเพดานถ้ำไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตัวเรือเคลื่อนไปข้างหน้า เป็นระยะทางกว่า 300 เมตร ที่เราต้องนอนแบบนี้ ในบางช่วง เป็นจุดที่ตื่นเต้นหวาดเสียวและกลัวๆๆๆกรี้ดๆๆเกร็งๆๆ…เกร็งจนพี่เจ๊ะคิดว่าน้องชายของรองจะหายไปซะแว้วววว…หุหุ…ออมเกร็งจนตะคริวกินนิ้วเท้าเลย ไม่อยากเชื่อวัดใจเลย เพดานถ้ำบางจุดเฉียดปลายจมูกเราไม่ถึง 1 เซนติเมตร เลย เล่า เมื่อผ่านท้องมังกรเราจะไปออกยังปากถ้ำอีกด้าน ที่เรียกกันว่า ปาก มังกร    หากเพื่อนๆมองหาสถานที่เที่ยวอยู่ลองแวะเที่ยวที่ถ้ำเลเขากอบดูซิคะ จะไม่ทำให้เพื่อนๆผิดหวัง เมืองไทย มีดี..จริงๆ รีบๆมาสัมผัสกันนะคะ

ปัจจุบันมีเรือให้บริการประมาณ 2,000 บาท หรือ 30 บาท ต่อคน งานนี้ต้องขอบคุณพี่หมอ…สจ.คนหล่อของห้วยยอดด้วยค่ะ ที่อุปการะและอำนวยความสะดวกค่าเรือ(และที่พักที่หรูที่สุดในจังหวัดตรังให้พวกเรา…ขอบคุณค๊า)ลำหนึ่งนั่งได้ประมาณ 6-8 คน ลำของเราก็มีแค่ 3 คน และอีก 1 ไกด์ค่ะ ไกด์เราบอกว่ายิ่งเรือบรรทุกผู้โดยสารน้ำหนักมากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะน้ำหนักเยอะจะทำให้กดเรือได้ต่ำลง สามารถลอดเข้าในถ้ำง่ายกว่า ….หุหุ เห็นประโยชน์ของคนอ้วนหรือยังล่ะ

การเดินทาง จากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 4 สายตรัง-ห้วยยอด ผ่านตัวอำเภอห้วยยอด เลยไปประมาณ 5 กิโลเมตร จากนั้น เลี้ยวซ้ายเข้าถนน รพช. เขากอบเขาหัวแหวน ประมาณ 700 เมตร แยกเลี้ยวซ้ายเข้าเขากอบ บริเวณหน้าถ้ำจะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ อบต.เขากอบ โทร. 0 7527 1808

เมื่อเดือนที่แล้ว ออมได้มีโอกาสเจอ ครูแปรง เจ้าของ ศูนย์ศึกษาสยามยุทธิ์ บ้านครูแปรง ท่านมีโชว์ที่ สุราษฏร์ และแวะมาเยี่ยมที่ สุโข สปา ค่ะ น่าทึ่งมากเลยค่ะ ….ที่ออมบอกว่าน่าทึ่งเพราะเด็กแค่ 5 ปี ที่เป็นลูกศิษย์ของครูแปลงสิคะ แข็งแรงมากเลย การฝึกท่าพื้นฐาน จะเป็นการฝึก ปัด ปก ป้อง เน้นเป็นการรับมากกว่ารุกค่ะ ดังนั้นไม่ต้องกลัวเลยนะคะหากจะมีใครมาทำร้าย ท่าที่ฝึกของมวยไทยไชยาทั้งหมดนี่แหละค่ะ เป็นการป้องกันตัวเราชั้นเอกเลย อยากให้เพื่อนๆลบภาพเก่าๆ ที่คิดว่าคนที่หัดมวยคือนักเลงหรือคิดว่ามันน่ากลัว เหมือนที่ออมบอกข้างต้นแหละ มวยไชยาเน้นเป็นมวยรับ ดังนั้นไม่ต้อกลัวหรอกค่ะ ว่าเค้าจะเอาไปใช้ในทางที่ผิด เพราะก่อนจะเรียนก็มีการไหว้ครู และท่องสัตย์ปฏิญาณกับครู ตอนนี้ ที่สุโข สปา เรามีโปรโมชั่นราคาพิเศษค่ะ ที่สำคัญยังได้เรียนกับ ครูพงษ์ ครูศิษย์เอกของครูแปรงด้วยนะคะ

e-news-muaythai

 

แต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาไว้วันที่ 15 เมษายนของทุก ๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงาน วันแม่ มาตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างขวางออกไป 

          มีการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การประกวดคำขวัญวันแม่ การประกวดแม่ของชาติ เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความ สำคัญของแม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาลฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่โดยทั่วไปเรียกกันว่าวัน แม่ของชาติ 

          ต่อมาถึง พ.ศ.2519 ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

 กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันแม่แห่งชาติ

          1. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน

          2. จัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับวันแม่ เช่น การจัดนิทรรศการ  

          3. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศล เพื่อรำลึกถึงพระคุณของแม่

          4. นำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบขอพรจากแม่

นอกเหนือจากนั้นอาจจะพาแม่ไปเที่ยว ทานข้าว หรือมอบสิ่งดีๆให้กับแม่ของคุณก็ได้นะคะ ตอนนี้ออมก็เช่นกันค่ะ ได้มีโอกาสกลับบ้านเลยถือโอกาสซื้อชุด สร้อยมุก ชุดใหญ่ มาให้แม่ค่ะ แม่ยิ้มแก้มปริเลยค่ะ แถมใส่ไปโชว์เพื่อนๆซะว่อนเลย เห็นมั้ยคะ อะไรเล็กๆน้อยๆที่เราทำให้แม่ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นของอะไรที่มีค่ามากมายหรอกค่ะ แค่ว่าเรายังเคารพรักและระลึกถึง เป็นลูกที่ดีของพ่อ-แม่ แค่นี้ท่านก็ภูมิใจแล้วล่ะค่ะ หากเพื่อนๆที่อยู่ในเขตจังหวัดภูเก็ต หรือจังหวัดใกล้เคียงกำลังมองหาของขวํญเก๋ๆเพื่อเป็นการบอกรักคุณแม่อยู่ละก็ …สุโข สปา เรามีโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับเดือนสิงหา เป็นโปรโมชั่นสปา ซื้อ 1 แถม 1 ค่ะ ลองดูซิคะพาคุณแม่ไปทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อเติมเต็มความสุขให้ท่านอีกครั้ง…ที่สำคัญอย่าได้ทำดีกับแม่แค่วันนี้เพียงวันเดียวนะคะ…

ข้อมูลดีๆจาก http://hilight.kapook.com/view/14164

untitled

“ภูเก็ต” เมืองท่องเที่ยวเลื่องชื่อระดับโลก มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเยือนปีละกว่า 5 ล้านคน ทำรายได้เข้าประเทศสูงถึงปีละ 1 แสนล้านบาท แม้ปีนี้จะต้องเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวหดหายไปกว่าครึ่ง แต่วันนี้ภาคบริการท่องเที่ยวของภูเก็ตไม่ได้หยุดนิ่ง พร้อมที่จะยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีมาตรฐานระดับโลก

phu02060752p1

ปัจจุบันภูเก็ตมีสถานบริการเพื่อสุขภาพ ประเภทสปาเพื่อสุขภาพ ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต 63 แห่ง ประเภทนวดเพื่อสุขภาพ 98 แห่ง และสถานพยาบาลรวมทุกประเภทอีก 228 แห่ง โดยมีโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชนอีก 3 แห่ง ซึ่ง ผู้ประกอบการมั่นใจว่าภูเก็ตพร้อมเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

“นายแพทย์จิรชัย อมรไพโรจน์” นายกสมาคมโรงแรมหาดป่าตอง บอกว่า ธุรกิจ สปาภูเก็ตรุ่งเรืองมากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีรายได้ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท

ขณะที่ “วิเชียร จูฑะมงคล” นายกสมาคมสปาภูเก็ต มองว่า การลงทุนธุรกิจ สปาในภูเก็ตอิ่มตัวแล้ว ปัจจุบันภูเก็ตมีสถานประกอบการสปามากกว่า 200 แห่ง ใช้เม็ดเงินลงทุนตั้งแต่ระดับ 5 ล้านบาทจนถึง 300 ล้านบาท ปัญหาสำคัญของธุรกิจสปาตอนนี้ก็คือ ฝากไว้กับตลาดเดียว ผูกติดกับธุรกิจการท่องเที่ยว และจุดอ่อน ของธุรกิจสปาคือ พึ่งลูกค้าต่างประเทศ

นั่นคือ โจทย์ใหญ่ในเรื่องการตลาด หากการท่องเที่ยวไม่ฟื้นในเร็ววัน

ขณะเดียวกันวิกฤตที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับธุรกิจสปาในภูเก็ตที่ต้องหันมามุ่งพัฒนา ยกระดับคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัยทั้งนวดสปา นวดแผนไทย ให้เป็นที่เชื่อถือของลูกค้าทั่วโลก พร้อมกับมีความพยายามที่จะใช้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อพัฒนาไปสู่การจัดเกรดสปาให้ชัดเจน

แม่งานใหญ่ที่กำลังขะมักเขม้นในเรื่องนี้ นอกจากสมาคมสปาภูเก็ตแล้วยังมีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขร่วมด้วย

นายแพทย์วิศิษฐ์ ตั้งนภากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ย้ำว่า สปาเสริมสวยหรือสปาเพื่อสุขภาพ จะต้องมีมาตรฐานถูกต้องตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ได้แก่ 1) มาตรฐานของสถานที่ เช่น โครงสร้างอาคาร การดูแลความปลอดภัย 2) มาตรฐานของผู้ให้บริการ ได้แก่ ผู้จัดการสปา และหมอนวดหรือเทอราปิสต์ และ 3) มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และขณะนี้ยังเปิดรับการขอขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับใบรับรองไปแล้วก็จะมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

เจ้าของธารธาราสปา “วุฒิ ชูบาล” ผู้บุกเบิกสปาแห่งแรกของภูเก็ต มองว่า สปาเกิดใหม่ในช่วงนี้คงไม่มี เพราะการลงทุน โอเวอร์ซัพพลายแล้ว ในส่วนของธารธาราสปายังเป็นเดย์สปา ไม่มีห้องพัก แต่มีแผนที่จะเป็นเดสติเนชั่นสปา คือ สปาที่มีทั้งที่พักและสปา เป้าหมายสูงสุด คือ การพัฒนาสู่เมดิคอลสปา (medical spa) ให้ได้ โดยเตรียมดึงพันธมิตรธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญธุรกิจบริการเข้ามาเสริมทัพ

ขณะที่ “ธัชพล เทพบุตร” เจ้าของ สุขโขสปา ซึ่งคว้ารางวัลเดย์สปายอดเยี่ยมของอาเซียน มองว่า ทิศทางของสปาภูเก็ต บางแห่งที่มีความรู้มากก็วางเป้าหมายขึ้นไปสู่ wellness, รีทรีต หรือขึ้นไปถึง เมดิคอลสปา แต่บางแห่งก็ไม่ต้องการ ไปถึงขั้นนั้น ตลาดใหญ่อยู่ที่เดย์สปา

“ในช่วง 3 ปีแรก สุขโขสปาเติบโตเดือนละ 10% เมื่อก่อนเป็นเดย์สปาอย่างเดียว แต่ตอนนี้ได้เพิ่มห้องพัก 28 ยูนิต เป็นสปารีสอร์ต เน้นการบริการสปาในห้องพัก มีบริการเกี่ยวกับสุขภาพครบถ้วน เน้นการแพทย์ในเชิงป้องกัน”

หัวเรือใหญ่สุขโขสปามั่นใจว่า วันนี้ภูเก็ตพร้อมที่จะให้บริการการท่องเที่ยงเชิงสุขภาพ เนื่องจากสปาในภูเก็ตมีการพัฒนายกระดับขึ้นเรื่อยๆ และผ่านการรับรองของกระทรวงสาธารณสุขเยอะมาก และธุรกิจ สปาจะเติบโตอีก เพราะเทรนด์โลก คนมากขึ้น ร่ำรวยมากขึ้นก็พร้อมที่จะใช้เงินให้คุ้มค่าเพื่อให้ชีวิตอยู่ดีมีสุข มีสุขภาพแข็งแรง

นายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ฟันธงว่า ปัจจุบันภูเก็ตมีความพร้อมมากในการเป็น “เมดิคอลเซอร์วิส” สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทั้งในเรื่องความปลอดภัย เหตุฉุกเฉิน การรักษาพยาบาล ในปี 2554 จะมีศูนย์แพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขเกิดขึ้น เพื่อเตรียมผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขา

นอกจากสปาแล้ว ภูเก็ตยังมีความพร้อมในเรื่องบริการการแพทย์ที่โดดเด่นมาก คือ การผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งนายแพทย์สงวน คุณาพร แพทย์ศัลยกรรมมือหนึ่งของโรงพยาบาลสิริโรจน์ บอกว่า ในช่วง 10 ปีนี้ มีลูกค้าต่างชาติเข้ามาใช้บริการกว่า700 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นั่นคือศักยภาพของธุรกิจบริการที่มีอยู่ในภูเก็ตวันนี้

หน้า 23

 ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

สิ้นสุดไปแล้วค่ะสำหรับงาน “Phuket Health and Wellness Festival 2009″ ซึ่งได้แม่งานคือ สำนักงานสาธารณสุขภูเก็ตกับสมาคมสปาจังหวัดภูเก็ต โดยมีโรงพยาบาล รวมถึงหน่วยงานรัฐบาลและตัวแทนองค์กรต่างๆ ร่วมในงานนี้ด้วย งานเค้าจัดตั้งแต่วันที่ 11 – 13 มิถุนายน 2552 ที่ ศูนย์การค้าจังซีลอน หาดป่าตอง งานนี้ก็จัดให้มีการประกวดอยู่ 2 รายการค่ะ คือ แข่งขันทำสคับสด และแข่งขันทำม็อคเทล เพื่อนๆก็คงคิดว่าออมพิมพ์ผิดหรือเปล่า….หุหุ ไม่ผิดหรอกค่ะ เค้าเรียกว่าม็อคเทลจริงๆ งั้นเพื่อให้กระจ่างออมได้ไปหาข้อมูลที่เป็นหลักการมาคลายข้อสงกะสัยให้กับเพื่อนๆด้วยค่ะ ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://blog.eduzones.com/applezavip/19206 ค่ะ

สำหรับค็อกเทล (Cocktail) นั้นเป็นเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งของชาวตะวันตก ที่นำมาปรุงแต่งกลิ่นและรสด้วยการผสมเครื่องดื่มอื่นๆ แต่ก็จะมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วยประมาณ 60% จะใช้เหล้าเป็นส่วนประกอบเพียงชนิดเดียวหรือจะผสมกันหลายๆชนิดก็ได้ นำไปมาผสมกับน้ำผลไม้ หรือน้ำหวานชนิดต่างๆ แล้วแต่จะสรรหามาใส่กัน ผสมกันให้ได้รสชาติอร่อย ดื่มไปดื่มมาก็เมาได้ไม่รู้ตัว

เครื่องดื่มอีกประเภทหนึ่งที่ชื่อคล้ายกันอย่างม็อคเทล (Mocktail) นั้น ก็มีความแตกต่างจากค็อกเทลเล็กน้อย ตรงที่ตัดส่วนผสมของแอลกอฮอล์ออก แต่จะมีส่วนผสมหลักอย่างน้ำผลไม้ น้ำอัดลม โซดา หรือน้ำหวานอะไรก็ตามแต่ที่ไม่มีส่วนผสมของเหล้านั่นเอง นับเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับผู้หญิง ซึ่งม็อกเทลนี้ก็จะไปคล้ายคลึงกับพั้นช์ (Punch) เครื่องดื่มอีกอย่างหนึ่งที่ใช้น้ำผลไม้หลายๆชนิดมาผสมกันให้มีกลิ่น สี และรสชาติแปลกใหม่ โดยจะมีเนื้อผลไม้ใส่ผสมกับน้ำผลไม้ลงไปด้วย

งานนี้ออมกะพี่เจ๊ะก็เพิ่งจะได้มาเรียนรู้กับพี่หนิงคนเก่งเมื่อตอนเช้าในวันแข่งไม่กี่ชั่วโมงเอง ก็ได้มีการลองผิดลองถูกกันที่สำคัญก็เถียงกันแบบไม่ยอมกันด้วยความที่เป็น I ทั้งคู่ละมั้ง…แต่สุดท้ายเราก็ได้ข้อสรุป…ที่แสนจะงดงามในความทรงจำค่ะ เนื่องจากโจทย์ที่เค้าให้มา….ว่างเปล่าเหลือเกิน….ไม่มีอะไรเลย เลยทำให้ออมกะพี่เจ๊ะชวดได้รางวัลไป….แงงงงงงงงงงง…เกี่ยวกันป่าวนี่…ล้อเล่นนะคะ แต่ละทีมเค้าเก่งๆท้างน้าน อีกอย่างเราก้อได้ทำดีที่สุดแล้วนี่นา แต่ว่าอาจจะยังมะถูกใจท่านคณะกรรมการน่ะ…งานหน้าขอแก้ตัวอีกครั้งนะคะ…(แล้วเค้าจาให้ไปแข่งอีกเหรอนี่..) งานนี้ต้องขอบคุณพี่มดเอกซ์…คุงครูคนเก่ง สำหรับชื่ออันไพเราะและมีความหมาย…วันนี้เราทำม็อคเทลที่มีชื่อว่า “หัวใจแห่งบุษราคัม” เอาล่ะ ออมมีเคล็ดไม่ลับที่ง่ายมั่กๆ ขนาดคนความจำปลาทองเยี่ยงออมยังสามารถทำได้เลย คิดว่าเพื่อนๆหลายคนคงจะไม่รู้จัก “ฝางเสน” กันมากนัก (ไม่อยากจะบอกว่าออมก็เพิ่งจะเห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกันค่ะ) แต่…หากออมบอกว่า น้ำยาอุทัย เพื่อนๆหลายคนต้องร้องอ๋อๆๆๆๆๆๆๆ..ขึ้นมาทันที เพราะอาจจะเคยใช้ทาปากเพื่อให้ได้สีแดงๆชมพูๆ หรืออาจจะหยดใส่ในน้ำเพื่อให้ได้ความสดชื่น

ส่วนผสมของ “หัวใจแห่งบุษราคัม”

1. ฝางเสน

2. น้ำตาลกรวด (รู้จักกันหรือเปล่าคะ)

3. มะนาว

4. เกลือ (เล็กน้อยหรืออาจจะไม่ใส่ก็ได้ค่ะ)

ต่อไปเรามาดูรู้จักคุณประโยชน์ของสมุนไพรไทยที่เราใช้ดีกว่าค่ะ

ฝางเสน มีคุณค่าทางโภชนาการคือ มี tannin สูง มีสารสีแดงที่เรียกว่า บราซิลิน (Brazilin) ซึ่งให้สีแดง(sappan red)หรือสีส้ม สรรพคุณของฝางเสนและวิธีใช้ ใช้แก่นต้มกับน้ำ ได้น้ำยาอุทัย ใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงโลหิตของสตรี แก้ปอดพิการ แก้ร้อนใน แก้ธาตุพิการ แก้โลหิตออกทางทวารหนักและทวารเบา แก้กำเดา แก้เสมหะ แก้คุดทะราด แก้ท้องร่วง

ก่อนจะมารู้จักกับน้ำตาลกรวด ออมขออนุญาติอธิบายความแตกต่างของน้ำตาลทรยกับน้ำตาลกรวดอย่างย่อๆ พอสังเขปนะคะ หากเพื่อนๆอยากรู้มากกว่านี้ต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเองนะคะ ที่นี่เลยค่ะ

http://th.answers.yahoo.com/question/index?id=20080127045007AANERxI

น้ำตาลทรายขาว จะผลิตจากอ้อย ถ้าใช้พันธุ์ดีจะใช้ทำน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ส่วนอ้อยเกรดรองจะใช้ทำน้ำตาลทรายขาวธรรมดาค่ะ แล้วเอามาผ่านกระบวนการผลิตตามมาตรฐานของกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ปราศจากสารปนเปื้อนและสารฟอกสี เพราะผ่านกระบวนการขจัดสีและสิ่งสกปรก โดยการตกตะกอนและการตกผลึกของน้ำตาลโดยธรรมชาติ เพื่อให้ได้ความบริสุทธิ์ ขาว สะอาด และคงคุณค่าที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ส่วนน้ำตาลกรวด ก็ผลิตจากการนำเอาน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์มาละลาย และนำมาผ่านกระบวนการตกผลึกอย่างช้าๆ เป็นเวลาหลายวัน เพื่อให้ได้น้ำตาลซึ่งให้ความหวานกลมกล่อม เหมาะสำหรับอาหารที่ต้องการความพิถีพิถันเป็นพิเศษ ในการปรุงรส เพราะมันจะให้รสหวานกลมกล่อมไม่หวานแหลมเหมือนน้ำตาลทรายค่ะ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ปรุงอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น รังนก ยาจีนค่ะ ส่วนที่เอามาย้อมสีก็เพื่อความสวยงามเท่านั้น

**สรุปก็คือใช้วัตถุดิบตัวเดียวกัน แต่นำมาผ่านกระบวนการเพิ่มเติมให้เป็นน้ำตาลกรวดค่ะ เป็นไงล่ะ…สรรพคุณเพียบมีประโบชน์ทั้งนั้นเลย เอาล่ะ ทีนี้ก็มาถึงวิธีการทำแล้วล่ะ ขั้นแรกก็ต้มน้ำให้เดือด และใส่ฝางเสนงไป น้ำจากสีขาวใสก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสดขึ้นมาทันทีเลยค่ะ หลังจากนั้นก็ใส่น้ำตาลกรวดลงไป กะให้หวานพอดีๆนะคะ พอใส่น้ำตาลกรวดลงไปแล้วรอให้เย็น ตักใส่แก้วพร้อมบีบมะนาวงไป คราวนี้ละค่ะสีของน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นสีบุษราคัมขึ้นมาทันทีค่ะ ลองจิบดูซิคะ หวานสดชื่น ชื่นใจหรือเปล่าคะ ได้คุณค่า ประโยชน์ครบครันแถมยังได้วิตตามินซีจากมะนาวอีก ง่ายหรือเปล่าคะ ลองทำดูแล้วก็มาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ ว่าม็อคเทลของเพื่อนๆ ออกมาเป็นยังไง

ปล.เสียดายที่ออมไม่มีรูปมาให้เพื่อนๆได้ดู…แต่เชื่อเถอะค่ะว่าหน้าตาสวยไม่แพ้ทีมอื่นๆเลย..ไม่ได้โม้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมของฝางเสน http://natres.psu.ac.th/radio/radio_article/radio45-46/45-460043.htm

วันนี้ ออมได้มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าว Phuket International Fashion Week & Music Festival 2009 ที่ มิลเลนเนี่ยม รีสอร์ท มาค่ะ งานนี้เค้าจัดเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต…เมืองท่องเที่ยวระดับเวิล์ดคลาส และยังเป็นการสร้างภาพลักษ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทย โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นผู้สนับสนุนหลัก

และที่ขาดไม่ได้… สุโข สปา ก็ร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักด้วยค่ะ โดยกำหนดจัดแฟชั่นวีคระดับอินเตอร์นี้จะจัดถึง 7 วัน และยังมีมหกรรมคอนเสิร์ตจากศิลปินกว่า 30 ศิลปิน งานนี้เค้าจัดตั้งแต่วันที่ 24-30 มิถุนายน 2552 ที่จังซีลอน หาดป่าตอง ภูเก็ต บ้านเรานี่เอง

ออมทราบมาว่างานนี้มีดารามาเพียบเลยค่ะ ที่รู้ก็มี ลูกเกด เมทินี, พลอย เณอมาลย์ ,มาริโอ้ เมาเร่อร์ ,โดม ปกรณ์ ลัม, ทาทา ยัง ,เปรม บุษราคัมวงศ์, กอล์ฟ-ไมค์, อ๊อฟ ปองศักดิ์, ฟิล์ม รัฐภูมิ, ตุ้ยAF และเหล่าดารา นางแบบ อีกมากมายเลยค่ะ

หากเพื่อนๆว่างก็รอเจอกันหน้าเวทีนะคะ งานนี้คงได้เจอกันแน่ๆค่ะ..วันนี้ออมก็ไม่ลืมที่จะเก็บภาพมาฝากจ้า

IMG_8744_.

ห่างหายจากการเข้ามาปัดฝุ่นบ้านนี้นานแล้ว วันนี้มะรู้นึกครึ้มอะไร จู่ๆก็อยากจะกลับบ้าน…ยิ่งแก่ยิ่งนึกถึงความหลัง เมื่อหลายวันก่อน ออม และ พี่ๆ ที่ สุโข สปา ได้มีโอกาสไปร่วมสัมมนา โครงการอบรมการขาย และการตลาดสปา จัดโดย สำนักงานพาณิชจังหวัดภูเก็ต โดยมีวิทยากรกิตติมศักดิ์ อาทิ คุณ นภารัตน์ ศรีละพันธ์ คุณ วิเชียร จูฑะมงคล คุณ รังสิมันท์ กิ่งแก้ว คุณ ภาคิน พลอยวิชา และที่สำคัญ คุณ เอริ์ธ สายสว่าง เจ้าแม่วงการประชาสัมพันธ์ตัวจริง เสียงจริง สองวันนี้ก็ได้ความรู้กลับไปหลายอย่าง ขอขอบคุณ สำนักงานพาณิชจังหวัดที่จัดกิจกรรมดีๆ อย่างนี้ให้ค่ะ

IMG_8523._jpg

 

หากมีกิจกรรมดีๆก็อย่าลืมส่งข่าวอีกนะคะ

ตอนนี้ออมได้ลาพักร้อนที่แสนจะยาวๆๆๆ ก็เลยกลับบ้าน กะว่าจะมาเกาะ พ่อ กะ แม่ กินซักพัก (ดูแล้วเป็นลูกที่ประเสริฐมั่กๆๆๆ) บ้านของออมอยู่ที่ อำเภอ ฟากท่า จังหวัด อุตรดิตถ์ เป็นอำเภอเล็กๆ ห่างจากในตัวเมืองประมาณ 100 กว่าโลเองค่ะ ..ไม่ค่อยไกลเลยใช่ไหมคะ…ช้างเผือกก็อย่างงี้แหละคะ ต้องอยู่ลึกหน่อย..หุหุหุ…ออมโชคดีมากเลยที่ได้เกิดและโตที่นี่ และก็คิดเหมือนกับทุกๆคนค่ะ ที่ภูมิใจในบ้านเกิด ภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น  ออมกลับมาบ้านในช่วงที่เค้ามีงาน “สืบสานวัฒนธรรม ผ้าทอพื้นบ้าน  ของดีอำเภอฟากท่า” ประจำปี 2552 ปีนี้งานนี้ก็จะเป็นงานสืบสานวัฒนธรรมความเป็นอยู่อย่างชาวฟากท่าตั้งแต่สมัยโบราณ จะมาการแสดงต่างๆที่หาดูไม่ได้แล้ว อย่างเช่น ตีลาย ตับเต่า แห่นางด้ง โปงลาง งั้นลองมาดูประวัติและความเป็นมาอย่างคร่าวๆของ ตีลาย นะคะ

ประวัติและความเป็นมา

บรรพบุรุษของชาวฟากท่า แต่เดิมนั้นได้อพยพมาจากเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
ซึ่งไม่สามารถสืบค้นได้ว่าอพยพมาตั้งแต่เมื่อใด เพียงแต่เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา ภาษาท้องถิ่นของชาวฟากท่าเป็นภาษาเดียวกับกับภาษาลาว ทั้งสำเนียงและคำศัพท์เฉพาะต่างๆ จึงน่าจะเป็นสิ่งที่เชื่อได้ว่ามีการเชื่อมโยงกันในจุดนี้ วัฒนธรรมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ก็มีความคล้ายคลึงกันมาก และที่สำคัญคือ ปัจจุบันยังมีการไปมาหาสู่กันแม้จะมีพรมแดนกั้นเป็นอาณาเขตที่แน่นอนแล้วก็ตาม จึงเชื่อได้วาบรรพบุรุษของชาวฟากท่าได้อพยพมาจากประเทศลาวจริง

            ตีลาย คือศิลปะการต่อสู้ที่อยู่คู่กับชาวฟากท่ามาช้านาน มีการสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน นายคิด อินฟากท่า และ นายบุ แก้วทุมลา เล่าให้ฟังว่าตีลายเป็นศิลปะการต่อสู้ของชาวลาวที่บรรพบุรุษได้นำศิลปะแขนงนี้ติดตัวมา ตนเองได้ฝึกหัดตีลายมาตั้งแต่เป็นเด็ก โดยปู่เป็นคนหัดให้ 2 คน และได้แสดงศิลปะและการต่อสู้นี้ แทนปู่ ที่ได้เสียชีวิติไปแล้วมาโดยตลอด โอกาสที่จะได้แสดงคือ ในวันสงกรานต์เท่านั้น

e0b895e0b8b5e0b8a5e0b8b2e0b8a2

            ตีลาย เป็น ศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ที่มีลีลา ลวดลาย รวดเร็ว คล่องแคล่ว ว่องไวหนักหน่วง และแน่นอน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนช้อยและสวยงาม ด้วยลีลาท่าทางของผู้แสดงที่มีความสามารถร่ายรำให้เข้ากับจังหวะดนตรี ใครก็ตามที่สามารถผสมผสานการต่อสู้กับการร่ายรำได้ดี จะได้รับการยกย่องชมเชยว่าเป็นผู้ที่ ลาย คำว่า ลาย ไม่ใช้คนที่มีลายสักเต็มแขน ขา หรือเต็มตัว แต่คนที่มีลายคือ ผู้ที่มีลวดลาย ลีลา ในการต่อสู้ ที่แฝงไว้ด้วยศิลปะที่งดงามอ่อนช้อย พร้อมที่จะสยบคู้ต่อสู้ตลอดเวลา

คำว่า ตี คือ อาการตีด้วยฝ่ามือ (แบมือ) ตีลายจึงมีความหมายในทำนอง ตีกันอย่างมีลวดลาย ต่างกับมวยโดยทั่วไป ซึ่งไม่แบมือ ศิลปะการต่อสู้ตีลายจะเริ่มขึ้นโดยมีดนตรีประกอบ ได้แก่ การตีกลองยาว ตีฆ้อง และ ฉาบ ฉิ่ง ให้เร้าใจ ในสมัยก่อนจะไม่มีการเปรียบคู่ (หรือเปรียบมวย) ไว้ก่อน เมื่อเสียงกลองดังขึ้น ฆ้องและฉิ่ง ฉาบ ดังขึ้นในจังหวะที่เร้าใจ ไม่นานก็จะมีคน หมึนขึ้น” (หมายถึงของขึ้น) ก็จะกระโดดเข้าไปในวงที่มีผู้ชมนั่งล้อมวงอยู่ ซึ่งเป็นสนามหญ้า หรือสนามดินก็ได้ เมื่อมีคนแรกกระโดตามเข้าไปเหมือนกับเป็นการท้าทายว่าใครแน่ให้เข้ามา ไม่นานก็จะมีหมึนขึ้นเหมือนกัน กระโดดตามเข้าไปต่อสู้กัน แต่ก่อนที่จะต่อสู้กันนั้น คู่ต่อสู้ทั้ง 2 ฝ่ายจะเต้นไปรอบ ๆ ตามจังหวะ โดยออกท่าทาง ลีลา ลวดลาย เพื่อหลอกล่อคู่ต่อสู้ โดยเริ่มจากท่าตบก่อน คือ ตบมือ ตบศอก ตบแข็ง ตบขา ตบเท้า โดยจะทำสลับกันไป วาดลวดลายอยู่ในวง จะใช้ฝ่ามืิกระทบกันเสียงตบแข็ง ตบขา ดังเพี๊ยะ ๆ เป็นระยะ ๆ การตีลายจะใช้เพียงฝ่ามือต่อสู้กันมากกว่าการใ้ช้เท้าและส่วนอื่น ๆ ซึ่งน่าเป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนที่ไม่ต้องการให้มีการบาดเจ็บรุนแรงเกิดขึ้น การต่อสู้จะไม่คำนึงถึงรูปร่าง น้ำหนัก หรือส่วนสูง และระยะเวลาในการต่อสู้ โดยจะเข้าต่อสู้กันด้านข้างมากกว่า ด้านหน้า ในลักษณะโฉบเข้าโฉบออก จากนั้นคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายก็จะร่ายรำ ท่าทางให้เข้ากับจังหวะอันเร้าใจของเสียงกลอง ฆ้อง และฉาบฉิ่ง แล้วก็หาช่องทางเข้าโจมตีคู่ต่อสู้เป็นระยะ ๆ บางคู่สู้กันมาก ร่ายรำน้อย บางคู่ก็ต่อสู้กันน้อยแต่ร่ายรำมาก แล้วแต่ความสามารถและพละกำลัง เหนื่อยก็หยุดกันเอง ไม่มีกรรมการ ไม่มีการจับเวลา พอคู่แรกออกไป คู่ต่อไปก็เข้ามาแทน

e0b895e0b8b5e0b8a5e0b8b2e0b8a23

เป็นยังไงบ้างคะ ออมคิดว่าขนบธรรมเนียมของไทยเราเป็นสิ่งที่ดีงามสมควรแก่การอนุรักษ์และสืบทอดต่อๆไป เรามาช่วยกันสืบสานกันก่อนที่จะไม่มีให้ชนรุ่นหลังได้ดู

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.geocities.com/jr_seeka/anurakteelai.htm

ปีนี้เค้าเพิ่งจัดงานเป็นปีแรกค่ะ งานครึกครื้นดีมาก เค้าจัดงานตั้ง 3 วัน 3 คืนแน่ะ เพราะเพิ่งผ่านวันแรกเท่านั้นเอง ไม่อยากจะบอกว่าไฮไลท์ของงานน่ะเป็นวันพรุ่งนี้ค่ะ เค้ามีการเดินแบบโชว์ผ้าทอพื้นบ้านด้วย เรื่องมาอัพจะทยอยอัพเดตให้ฟังนะคะ

 

 

 

 อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลวาเลนไทน์แล้วนะคะ มีเพื่อน Forward mail มาให้ออมก็เลยถือโอกาสเอามาโพสต่อให้เป็นทางเลือกง่ายๆในการหาสื่อเป็นตัวแทนที่จะได้บอกรัก คิดว่าเพื่อนๆคงยังไม่รู้จะซื้ออะไรให้คนพิเศษดี ครั้นจะให้ดอกกุหลาบก็ดูจะธรรมดาเกินไป
สื่อแทนการบอกรัก ที่มีหลากหลายรูปแบบ แล้วจะซื้ออะไรดีน้อ!! ถ้าคิดไม่ออก ในวันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกซื้อของขวัญสำหรับเป็นตัวแทนคิวปิด” สื่อรักมาฝากกัน

กุหลาบ
          จะกี่ยุคกี่สมัยดอกกุหลาบ” ก็ยังครองแชมป์ของขวัญยอดฮิตวันวาเลนไทน์ โดยเฉพาะ กุหลาบสีแดง” สาวคนไหนได้รับ มีแต่จะยิ้มแก้มปริ และยอมเปิดหัวใจให้หนุ่มๆ เข้ามานอนกลิ้งเกลือกไม่โยเย!! ถ้าเป็นหนุ่มจริงใจ…รักจริงหวังแต่ง ไม่เจ้าชู้ มักจะเลือก กุหลาบสีขาว” แทนคำบอกรัก สื่อถึงความบริสุทธิ์และจริงใจสุดๆ
          ถ้ามีหนุ่มคนไหนให้ กุหลาบสีชมพู” แปลว่า เขากำลังหัวใจพองโต มองเห็นอะไรเป็นสีชมพูไปหมด แต่ถ้าได้กุหลาบสีเหลือง” วันวาเลนไทน์ ก็ไม่ต้องงงนะคะ หนุ่มคนนั้นแค่อยากบอกว่า คุยกับคุณถูกคอจัง อยากสานต่อ เผื่อจะคลิกเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นแฟน 
          แต่ไม่ว่าจะเป็นกุหลาบสีอะไร ถ้าเขาให้ กุหลาบตูม แก่คุณนั่นหมายความว่าความรักกำลังเริ่มต้นเหมือน  ความเยาว์วัยของหนุ่มๆ สาวๆ แต่ถ้าให้ดอกกุหลาบบาน หมายถึง ความรักที่กำลังเบ่งบาน ความอ่อนหวาน สดชื่น

ดอกไม้อื่นๆ 
          ดอกไม้อื่นๆ ที่นิยมให้คนรักนอกจากดอกกุหลาบ แล้ว ก็มีดอกคาร์เนชั่น ดอกลิลลี่ ดอกทิวลิป ดอกไวโอเล็ต ซึ่งความหมายของการให้ดอกไม้เหล่านี้ คือ ถ้าให้ …. 

          ดอกคาร์เนชั่นสีแดง หมายถึง รักอย่างสุดซึ้ง 

          ดอกลิลลี่สีขาว หมายถึง ความโรแมนติก อ่อนหวานระหว่างคุณและคนรัก 

          ดอกทิวลิปสีแดง หมายถึง ความรักที่จะร่วมฟันฝ่าไปด้วยกัน 

          ดอกไวโอเล็ต ที่แทนความหมายของการให้รักตอบแทน

ช็อกโกแลต
          นักจิตวิทยาหลายคนเชื่อว่า ช็อกโกแลตเป็นตัวช่วยเสริมอารมณ์รัก และรสชาติความหวานก็เป็นสิ่งที่แทนความรู้สึกวันแห่งความรักได้อย่างดี และยังมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าในช็อกโกแลตมีสารช่วยกระตุ้นสมองโดยออกฤทธิ์คล้ายแอมเฟตามีน เป็นตัวเบิกทางความรู้สึกลึก ๆ แห่งรักได้ดี 

จิวเวลรี่
          ไม่ว่าสาวคนไหนก็หลอมละลายทั้งนั้น ถ้ามีหนุ่มมาซื้อเพชร หรือจิวเวลรี่ให้เป็นของขวัญวาเลนไทน์ เพราะจะมีใครกล้าทุ่มทุนสร้างขนาดนี้ ถ้าไม่ได้รักจริงหวังแต่ง (ไม่นับพวกเสี่ยบุญทุ่ม)!! หนุ่มคนไหนกำลังมองหาของขวัญล้ำค่าประกายระยิบระยับแทนคำบอกรัก 

          ขอแนะนำให้เลือกเครื่องประดับเพชร หรือมุก เพราะสื่อถึงความอมตะ บริสุทธิ์ และรักนิรันดร์…ความหมายโดนใจมั่กๆ และถ้ามีสลักคำว่า LOVE บนจิวเวลลี่ยิ่งโดนสุดๆ …

         สำหรับใครไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แค่การ์ดทำเอง สวยๆ ที่สื่อความหมายดีๆ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดจากใจของคุณ หรือจะเล่นไอเดีย จากของที่เป็นความหลังของคุณทั้งสอง ที่ทำให้คุณและเค้ายิ้มทุกครั้งที่มองเห็นมันก็ได้ หรือลองเอารูป เค้ากับคุณ ใส่กรอบคู่ รูปหัวใจ ก็ทำให้รู้สึกโรแมนติกจนใครๆ แอบอิจฉาได้ อันนี้เก๋อย่าบอกใครค่ะ

ตุ๊กตา
          เป็นสิ่งที่ให้กันได้ทุกเทศกาลอยู่แล้ว แต่พิเศษสําหรับวันแห่งความรักคงต้องเลือกสรรให้น่ารัก น่าประทับใจแทนความหมายได้ทุกอารมณ์แล้วแต่คุณจะหยิบแบบไหน

          สำหรับคนที่แอบรัก แอบชอบ คนที่เลิฟ “ลูกหมี” ต้องนี่เลยตุ๊กตาหมีคู่รักพูดได้” ตุ๊กตาขนฟู มาเป็นคู่ที่มีความหมายพิเศษ สื่อถึงการบอกรักด้วยหัวใจสีแดงกับนิยามความรักแสนหวาน หรือถ้าอยากให้ของขวัญที่ให้ติดตัวคนรักตลอดเวลา “นาฬิกาข้อมือ” สีสันสดใสก็เก๋ไม่เบา

          ส่วนหนุ่มๆ ที่อยากเซอร์ไพรส์แฟนสาวด้วย “ชุดชั้นใน” สีหวานคงจะไฉไลน่าดู

 แต่ถ้าอยากสื่อความหมาย หัวใจดวงนี้มีไว้ให้เธอคนเดียว” หมอนรูปหัวใจ กล่องใส่กระดาษทิชชูรูปหัวใจ หรือนาฬิกาตั้งโต๊ะที่มีหัวใจสีแดงสดใสติดอยู่ก็ปิ๊งปั๊งดี

          หรือจะเป็นสิ่งของที่ทำให้ร่างกายของผู้รับ ทราบถึงความโรแมนติก หรือ ความรู้สึกของคุณ ได้ไวที่สุด ก็คือ น้ำหอม น้ำหอมจัดเป็น ของขวัญสำหรับทุกโอกาส แต่คิดว่าคงไม่มีโอกาสแบบไหนจะเหมาะที่สุด ที่น้ำหอมจะได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ในการได้เป็นสื่อรักในวันวาเลนไทน์

          แล้วสำหรับหนุ่มสาวทันสมัย ลอง write CD เพลงรัก ที่ความหมายดีๆ ที่ประมาณว่ามีอัลบั้มเดียวในโลก พยามเลือกเพลงที่ฝั่งตรงข้ามฟังแล้วรับรู้ทันทีว่าคุณต้องการจะบอกอะไรเขา

          นี้ก็เป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้นำมาฝากกัน ซึ่งคุณสามารถสรรหามาให้คนที่คุณรักได้ โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย หวังว่าวาเลนไทน์นี้ คุณคงจะไปหาคนรักด้วยมือเปล่าแน่นอน

เทียนหอม
          มาแรงในหมู่หนุ่มสาวชาวไทย ที่สื่อได้ทั้งความหมายจากรูปทรงหัวใจ และให้กลิ่นหอมชวนหลงใหลตามแต่ใครจะเลือกได้ถูกใจอีกฝ่ายแค่ไหน

มื้อค่ำ
          ขาดไม่ได้เลยสำหรับมื้อพิเศษในวันแห่งความรัก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่แบบไหน ในบ้าน ร้านอาหาร หรือริมทะเล แต่ขอให้มีแต่คุณและคนรักไปกันสองคนก็แล้วกัน 

 

ขอให้มีความสุขในวันแห่งความสุขนี้และตลอดไปด้วยนะคะ

แถมเพลงรักหวานๆในวันวาเลนไทน์ให้ด้วยนะคะ

ความรัก – ออโต้บาห์น
คำร้อง/ทำนอง จิรพรรณ อังศวานนท์

รักคือคำ ๆนี้ รักคือความอดทนทุกอย่างจริงใจให้กัน
รักคือความเข้าใจ รักคือยอมอภัยทุกอย่าง อภัยให้กัน
ดั่งดวงตะวัน ที่ยังยั่งยืนคู่ฟ้า ความรักจึงบังเกิดมา
ให้เป็นภาษาทางใจ ให้ไว้เพื่อช่วยนำทาง คู่ใจของเรา
รักคือเธอและฉัน รักคือความผูกพันยิ่งใหญ่ จากใจของเรา เพราะเราคู่กัน

ดั่งดวงตะวัน ที่ยังยั่งยืนคู่ฟ้า ความรักจึงบังเกิดมา ให้เป็นภาษาทางใจ
ให้ไว้เพื่อช่วยนำทาง คู่ใจของเรา
รักคือความอ่อนโยน รักนำทางสู่ความสำเร็จ เป็นจริงสมใจ
รักคือเธอและฉัน รักคือความผูกพันยิ่งใหญ่
จากใจของเรา เพราะเราคู่กัน

 

a>

 

หน้าต่อไป