“ภูเก็ต” เมืองท่องเที่ยวเลื่องชื่อระดับโลก มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเยือนปีละกว่า 5 ล้านคน ทำรายได้เข้าประเทศสูงถึงปีละ 1 แสนล้านบาท แม้ปีนี้จะต้องเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวหดหายไปกว่าครึ่ง แต่วันนี้ภาคบริการท่องเที่ยวของภูเก็ตไม่ได้หยุดนิ่ง พร้อมที่จะยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีมาตรฐานระดับโลก

phu02060752p1

ปัจจุบันภูเก็ตมีสถานบริการเพื่อสุขภาพ ประเภทสปาเพื่อสุขภาพ ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต 63 แห่ง ประเภทนวดเพื่อสุขภาพ 98 แห่ง และสถานพยาบาลรวมทุกประเภทอีก 228 แห่ง โดยมีโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชนอีก 3 แห่ง ซึ่ง ผู้ประกอบการมั่นใจว่าภูเก็ตพร้อมเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

“นายแพทย์จิรชัย อมรไพโรจน์” นายกสมาคมโรงแรมหาดป่าตอง บอกว่า ธุรกิจ สปาภูเก็ตรุ่งเรืองมากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีรายได้ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท

ขณะที่ “วิเชียร จูฑะมงคล” นายกสมาคมสปาภูเก็ต มองว่า การลงทุนธุรกิจ สปาในภูเก็ตอิ่มตัวแล้ว ปัจจุบันภูเก็ตมีสถานประกอบการสปามากกว่า 200 แห่ง ใช้เม็ดเงินลงทุนตั้งแต่ระดับ 5 ล้านบาทจนถึง 300 ล้านบาท ปัญหาสำคัญของธุรกิจสปาตอนนี้ก็คือ ฝากไว้กับตลาดเดียว ผูกติดกับธุรกิจการท่องเที่ยว และจุดอ่อน ของธุรกิจสปาคือ พึ่งลูกค้าต่างประเทศ

นั่นคือ โจทย์ใหญ่ในเรื่องการตลาด หากการท่องเที่ยวไม่ฟื้นในเร็ววัน

ขณะเดียวกันวิกฤตที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับธุรกิจสปาในภูเก็ตที่ต้องหันมามุ่งพัฒนา ยกระดับคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัยทั้งนวดสปา นวดแผนไทย ให้เป็นที่เชื่อถือของลูกค้าทั่วโลก พร้อมกับมีความพยายามที่จะใช้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อพัฒนาไปสู่การจัดเกรดสปาให้ชัดเจน

แม่งานใหญ่ที่กำลังขะมักเขม้นในเรื่องนี้ นอกจากสมาคมสปาภูเก็ตแล้วยังมีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขร่วมด้วย

นายแพทย์วิศิษฐ์ ตั้งนภากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ย้ำว่า สปาเสริมสวยหรือสปาเพื่อสุขภาพ จะต้องมีมาตรฐานถูกต้องตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ได้แก่ 1) มาตรฐานของสถานที่ เช่น โครงสร้างอาคาร การดูแลความปลอดภัย 2) มาตรฐานของผู้ให้บริการ ได้แก่ ผู้จัดการสปา และหมอนวดหรือเทอราปิสต์ และ 3) มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และขณะนี้ยังเปิดรับการขอขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับใบรับรองไปแล้วก็จะมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

เจ้าของธารธาราสปา “วุฒิ ชูบาล” ผู้บุกเบิกสปาแห่งแรกของภูเก็ต มองว่า สปาเกิดใหม่ในช่วงนี้คงไม่มี เพราะการลงทุน โอเวอร์ซัพพลายแล้ว ในส่วนของธารธาราสปายังเป็นเดย์สปา ไม่มีห้องพัก แต่มีแผนที่จะเป็นเดสติเนชั่นสปา คือ สปาที่มีทั้งที่พักและสปา เป้าหมายสูงสุด คือ การพัฒนาสู่เมดิคอลสปา (medical spa) ให้ได้ โดยเตรียมดึงพันธมิตรธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญธุรกิจบริการเข้ามาเสริมทัพ

ขณะที่ “ธัชพล เทพบุตร” เจ้าของ สุขโขสปา ซึ่งคว้ารางวัลเดย์สปายอดเยี่ยมของอาเซียน มองว่า ทิศทางของสปาภูเก็ต บางแห่งที่มีความรู้มากก็วางเป้าหมายขึ้นไปสู่ wellness, รีทรีต หรือขึ้นไปถึง เมดิคอลสปา แต่บางแห่งก็ไม่ต้องการ ไปถึงขั้นนั้น ตลาดใหญ่อยู่ที่เดย์สปา

“ในช่วง 3 ปีแรก สุขโขสปาเติบโตเดือนละ 10% เมื่อก่อนเป็นเดย์สปาอย่างเดียว แต่ตอนนี้ได้เพิ่มห้องพัก 28 ยูนิต เป็นสปารีสอร์ต เน้นการบริการสปาในห้องพัก มีบริการเกี่ยวกับสุขภาพครบถ้วน เน้นการแพทย์ในเชิงป้องกัน”

หัวเรือใหญ่สุขโขสปามั่นใจว่า วันนี้ภูเก็ตพร้อมที่จะให้บริการการท่องเที่ยงเชิงสุขภาพ เนื่องจากสปาในภูเก็ตมีการพัฒนายกระดับขึ้นเรื่อยๆ และผ่านการรับรองของกระทรวงสาธารณสุขเยอะมาก และธุรกิจ สปาจะเติบโตอีก เพราะเทรนด์โลก คนมากขึ้น ร่ำรวยมากขึ้นก็พร้อมที่จะใช้เงินให้คุ้มค่าเพื่อให้ชีวิตอยู่ดีมีสุข มีสุขภาพแข็งแรง

นายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ฟันธงว่า ปัจจุบันภูเก็ตมีความพร้อมมากในการเป็น “เมดิคอลเซอร์วิส” สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทั้งในเรื่องความปลอดภัย เหตุฉุกเฉิน การรักษาพยาบาล ในปี 2554 จะมีศูนย์แพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขเกิดขึ้น เพื่อเตรียมผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขา

นอกจากสปาแล้ว ภูเก็ตยังมีความพร้อมในเรื่องบริการการแพทย์ที่โดดเด่นมาก คือ การผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งนายแพทย์สงวน คุณาพร แพทย์ศัลยกรรมมือหนึ่งของโรงพยาบาลสิริโรจน์ บอกว่า ในช่วง 10 ปีนี้ มีลูกค้าต่างชาติเข้ามาใช้บริการกว่า700 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นั่นคือศักยภาพของธุรกิจบริการที่มีอยู่ในภูเก็ตวันนี้

หน้า 23

 ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

สวัสดีค่ะ ใกล้วันหยุดยาวแล้ว ออมมีโปรโมชั่นของ ห้องพักภูเก็ตราคาย่อมเยามาฝากค่ะ หากเพื่อนๆกำลังจะมาเที่ยวภูเก็ตลองแวะมาเที่ยวที่ สุโข สปา บ้างนะคะ

Promotion : BUY 1 GET 1

ห้องพักแบบ Jantra Jacuzzi Spa Villa คืนละ 4,800 บาท ซื้อ 1 คืน แถม 1 คืน
เฉลี่ยเพียงคืนละ 2,400 บาทเท่านั้น

ราคานี้รวม

  • Welcome Drink
  • ห้องพัก Jantra Jacuzzi Spa Villa (เตียง King Size)
  • อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน
  • Free Internet WIFI
  • LCD TV พร้อม Cable TV
  • ฟิตเนส, สระว่ายน้ำ
  • ฟรี รถรับ-ส่งสนามบิน
  • รถรับ-ส่งไปห้าง Central Festival และ หาดไนหาน ตามตารางเวลา
  • Late check out (กรณีห้องว่าง)

หมายเหตุ

  • โปรโมชั่นนี้สิ้นสุด 31 ตุลาคม 2552 เท่านั้น
  • ราคานี้สำหรับการจองล่วงหน้าเท่านั้น
  • โปรโมชั่นนี้สำหรับคนไทยเท่านั้น
  • ราคานี้เป็นราคาต่อห้อง ไม่สามารถนำการพักของหลายห้องมารวมกันได้
  • กรุณาสำรองห้องพักล่วงหน้า
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ 076-263222 หรือคุณออม โทร 086-4794034
    หรือ e-mail : sukko@sukkospa.com ดูโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่นีค่ะ

jantra-spa-villa

เอาใจแฟนคลับของเหล่าดารานักร้องชาวภูเก็ต สำหรับงาน Phuket Fashion Week 2009 เค้าจัดเป็นครั้งแรกที่ภูเก็ต ที่จังซีลอนค่ะ  ออมเอาตารางมาให้เพื่อนๆดู เผื่อว่าใครชอบดารานักร้องคนไหนจะได้ไปให้กำลังใจใกล้ๆขอบเวทีค่ะ

 

พุธ 24 มิ.ย.2552                          :เนโก๊ะ จัมพ์, เตชินท์ , น้ำชา, ไมค์ ไอดอล, โนโลโก้

พฤหัส 25 มิ.ย.2552                      :บอย พิษณุ, พัดชา, ตุ้ย เอเอฟ, บอย พิชเมกเกอร์

ศุกร์ 26 มิ.ย. 2552                       :นาวิน ตาร์, บีโอวาย, ชิน, รุจ เดอะสตาร์, ทาทา ยัง

เสาร์ 27 มิ.ย. 2552                       :พิงค์, ญารินดา, สเลอ, แดน วรเดช

อาทิตย์ 28 มิ.ย.2552                    :พริกไทย, เค-โอติค, อ๊อฟ ปองศักดิ์

จันทร์ 29 มิ.ย. 2552                     :แบล็ค วนิลา, เกอร์ลี่ เบอรี่, ฟิล์ม รัฐภูมิ

อังคาร 30 มิ.ย. 2552                    :เฟย์ฟางแก้ว, บีม กวี,โฟร์-มด

 

เท่าที่ออมทราบเค้าจะขายบัตรนะคะ บัตรมีราคา 500,800,1,500 บาท ส่วนบัตร VIP.หรือบัตรเหมา คือเข้าชมได้ทุกวันก็จะมีราคา 3,000 และ 5,000 บาทค่ะ  งานนี้ทาง สุโข สปา เราก็ได้เป็นสปอนเซอร์หลักกับเค้าด้วย งานนี้ออมแอบขอบัตรแบบรอบเหมามาแล้วค่ะ กะว่าจะไปดูเด็กๆอัพเดตเทรนให้ชุมหัวใจซักกะหน่อย หากเจอดิ้นๆอยู่ก็อย่าตกกะใจก็แล้วกัน…เดี๋ยวพบกันนะคะ

นอกจากการแสดงคอนเสิร์ตของเหล่านักร้องแล้ว ยังมีการเดินแบบของเหล่าดารานางแบบอีกมากมายเลยค่ะ เอาไว้หากออมทราบข่าวคืบหน้าจะมาเล่าให้เพื่อนๆได้ฟังกันค่ะ

สิ้นสุดไปแล้วค่ะสำหรับงาน “Phuket Health and Wellness Festival 2009″ ซึ่งได้แม่งานคือ สำนักงานสาธารณสุขภูเก็ตกับสมาคมสปาจังหวัดภูเก็ต โดยมีโรงพยาบาล รวมถึงหน่วยงานรัฐบาลและตัวแทนองค์กรต่างๆ ร่วมในงานนี้ด้วย งานเค้าจัดตั้งแต่วันที่ 11 – 13 มิถุนายน 2552 ที่ ศูนย์การค้าจังซีลอน หาดป่าตอง งานนี้ก็จัดให้มีการประกวดอยู่ 2 รายการค่ะ คือ แข่งขันทำสคับสด และแข่งขันทำม็อคเทล เพื่อนๆก็คงคิดว่าออมพิมพ์ผิดหรือเปล่า….หุหุ ไม่ผิดหรอกค่ะ เค้าเรียกว่าม็อคเทลจริงๆ งั้นเพื่อให้กระจ่างออมได้ไปหาข้อมูลที่เป็นหลักการมาคลายข้อสงกะสัยให้กับเพื่อนๆด้วยค่ะ ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://blog.eduzones.com/applezavip/19206 ค่ะ

สำหรับค็อกเทล (Cocktail) นั้นเป็นเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งของชาวตะวันตก ที่นำมาปรุงแต่งกลิ่นและรสด้วยการผสมเครื่องดื่มอื่นๆ แต่ก็จะมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วยประมาณ 60% จะใช้เหล้าเป็นส่วนประกอบเพียงชนิดเดียวหรือจะผสมกันหลายๆชนิดก็ได้ นำไปมาผสมกับน้ำผลไม้ หรือน้ำหวานชนิดต่างๆ แล้วแต่จะสรรหามาใส่กัน ผสมกันให้ได้รสชาติอร่อย ดื่มไปดื่มมาก็เมาได้ไม่รู้ตัว

เครื่องดื่มอีกประเภทหนึ่งที่ชื่อคล้ายกันอย่างม็อคเทล (Mocktail) นั้น ก็มีความแตกต่างจากค็อกเทลเล็กน้อย ตรงที่ตัดส่วนผสมของแอลกอฮอล์ออก แต่จะมีส่วนผสมหลักอย่างน้ำผลไม้ น้ำอัดลม โซดา หรือน้ำหวานอะไรก็ตามแต่ที่ไม่มีส่วนผสมของเหล้านั่นเอง นับเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับผู้หญิง ซึ่งม็อกเทลนี้ก็จะไปคล้ายคลึงกับพั้นช์ (Punch) เครื่องดื่มอีกอย่างหนึ่งที่ใช้น้ำผลไม้หลายๆชนิดมาผสมกันให้มีกลิ่น สี และรสชาติแปลกใหม่ โดยจะมีเนื้อผลไม้ใส่ผสมกับน้ำผลไม้ลงไปด้วย

งานนี้ออมกะพี่เจ๊ะก็เพิ่งจะได้มาเรียนรู้กับพี่หนิงคนเก่งเมื่อตอนเช้าในวันแข่งไม่กี่ชั่วโมงเอง ก็ได้มีการลองผิดลองถูกกันที่สำคัญก็เถียงกันแบบไม่ยอมกันด้วยความที่เป็น I ทั้งคู่ละมั้ง…แต่สุดท้ายเราก็ได้ข้อสรุป…ที่แสนจะงดงามในความทรงจำค่ะ เนื่องจากโจทย์ที่เค้าให้มา….ว่างเปล่าเหลือเกิน….ไม่มีอะไรเลย เลยทำให้ออมกะพี่เจ๊ะชวดได้รางวัลไป….แงงงงงงงงงงง…เกี่ยวกันป่าวนี่…ล้อเล่นนะคะ แต่ละทีมเค้าเก่งๆท้างน้าน อีกอย่างเราก้อได้ทำดีที่สุดแล้วนี่นา แต่ว่าอาจจะยังมะถูกใจท่านคณะกรรมการน่ะ…งานหน้าขอแก้ตัวอีกครั้งนะคะ…(แล้วเค้าจาให้ไปแข่งอีกเหรอนี่..) งานนี้ต้องขอบคุณพี่มดเอกซ์…คุงครูคนเก่ง สำหรับชื่ออันไพเราะและมีความหมาย…วันนี้เราทำม็อคเทลที่มีชื่อว่า “หัวใจแห่งบุษราคัม” เอาล่ะ ออมมีเคล็ดไม่ลับที่ง่ายมั่กๆ ขนาดคนความจำปลาทองเยี่ยงออมยังสามารถทำได้เลย คิดว่าเพื่อนๆหลายคนคงจะไม่รู้จัก “ฝางเสน” กันมากนัก (ไม่อยากจะบอกว่าออมก็เพิ่งจะเห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกันค่ะ) แต่…หากออมบอกว่า น้ำยาอุทัย เพื่อนๆหลายคนต้องร้องอ๋อๆๆๆๆๆๆๆ..ขึ้นมาทันที เพราะอาจจะเคยใช้ทาปากเพื่อให้ได้สีแดงๆชมพูๆ หรืออาจจะหยดใส่ในน้ำเพื่อให้ได้ความสดชื่น

ส่วนผสมของ “หัวใจแห่งบุษราคัม”

1. ฝางเสน

2. น้ำตาลกรวด (รู้จักกันหรือเปล่าคะ)

3. มะนาว

4. เกลือ (เล็กน้อยหรืออาจจะไม่ใส่ก็ได้ค่ะ)

ต่อไปเรามาดูรู้จักคุณประโยชน์ของสมุนไพรไทยที่เราใช้ดีกว่าค่ะ

ฝางเสน มีคุณค่าทางโภชนาการคือ มี tannin สูง มีสารสีแดงที่เรียกว่า บราซิลิน (Brazilin) ซึ่งให้สีแดง(sappan red)หรือสีส้ม สรรพคุณของฝางเสนและวิธีใช้ ใช้แก่นต้มกับน้ำ ได้น้ำยาอุทัย ใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงโลหิตของสตรี แก้ปอดพิการ แก้ร้อนใน แก้ธาตุพิการ แก้โลหิตออกทางทวารหนักและทวารเบา แก้กำเดา แก้เสมหะ แก้คุดทะราด แก้ท้องร่วง

ก่อนจะมารู้จักกับน้ำตาลกรวด ออมขออนุญาติอธิบายความแตกต่างของน้ำตาลทรยกับน้ำตาลกรวดอย่างย่อๆ พอสังเขปนะคะ หากเพื่อนๆอยากรู้มากกว่านี้ต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเองนะคะ ที่นี่เลยค่ะ

http://th.answers.yahoo.com/question/index?id=20080127045007AANERxI

น้ำตาลทรายขาว จะผลิตจากอ้อย ถ้าใช้พันธุ์ดีจะใช้ทำน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ส่วนอ้อยเกรดรองจะใช้ทำน้ำตาลทรายขาวธรรมดาค่ะ แล้วเอามาผ่านกระบวนการผลิตตามมาตรฐานของกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ปราศจากสารปนเปื้อนและสารฟอกสี เพราะผ่านกระบวนการขจัดสีและสิ่งสกปรก โดยการตกตะกอนและการตกผลึกของน้ำตาลโดยธรรมชาติ เพื่อให้ได้ความบริสุทธิ์ ขาว สะอาด และคงคุณค่าที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ส่วนน้ำตาลกรวด ก็ผลิตจากการนำเอาน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์มาละลาย และนำมาผ่านกระบวนการตกผลึกอย่างช้าๆ เป็นเวลาหลายวัน เพื่อให้ได้น้ำตาลซึ่งให้ความหวานกลมกล่อม เหมาะสำหรับอาหารที่ต้องการความพิถีพิถันเป็นพิเศษ ในการปรุงรส เพราะมันจะให้รสหวานกลมกล่อมไม่หวานแหลมเหมือนน้ำตาลทรายค่ะ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ปรุงอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น รังนก ยาจีนค่ะ ส่วนที่เอามาย้อมสีก็เพื่อความสวยงามเท่านั้น

**สรุปก็คือใช้วัตถุดิบตัวเดียวกัน แต่นำมาผ่านกระบวนการเพิ่มเติมให้เป็นน้ำตาลกรวดค่ะ เป็นไงล่ะ…สรรพคุณเพียบมีประโบชน์ทั้งนั้นเลย เอาล่ะ ทีนี้ก็มาถึงวิธีการทำแล้วล่ะ ขั้นแรกก็ต้มน้ำให้เดือด และใส่ฝางเสนงไป น้ำจากสีขาวใสก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสดขึ้นมาทันทีเลยค่ะ หลังจากนั้นก็ใส่น้ำตาลกรวดลงไป กะให้หวานพอดีๆนะคะ พอใส่น้ำตาลกรวดลงไปแล้วรอให้เย็น ตักใส่แก้วพร้อมบีบมะนาวงไป คราวนี้ละค่ะสีของน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นสีบุษราคัมขึ้นมาทันทีค่ะ ลองจิบดูซิคะ หวานสดชื่น ชื่นใจหรือเปล่าคะ ได้คุณค่า ประโยชน์ครบครันแถมยังได้วิตตามินซีจากมะนาวอีก ง่ายหรือเปล่าคะ ลองทำดูแล้วก็มาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ ว่าม็อคเทลของเพื่อนๆ ออกมาเป็นยังไง

ปล.เสียดายที่ออมไม่มีรูปมาให้เพื่อนๆได้ดู…แต่เชื่อเถอะค่ะว่าหน้าตาสวยไม่แพ้ทีมอื่นๆเลย..ไม่ได้โม้นะคะ

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมของฝางเสน http://natres.psu.ac.th/radio/radio_article/radio45-46/45-460043.htm

วันนี้ ออมได้มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าว Phuket International Fashion Week & Music Festival 2009 ที่ มิลเลนเนี่ยม รีสอร์ท มาค่ะ งานนี้เค้าจัดเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต…เมืองท่องเที่ยวระดับเวิล์ดคลาส และยังเป็นการสร้างภาพลักษ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทย โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นผู้สนับสนุนหลัก

และที่ขาดไม่ได้… สุโข สปา ก็ร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักด้วยค่ะ โดยกำหนดจัดแฟชั่นวีคระดับอินเตอร์นี้จะจัดถึง 7 วัน และยังมีมหกรรมคอนเสิร์ตจากศิลปินกว่า 30 ศิลปิน งานนี้เค้าจัดตั้งแต่วันที่ 24-30 มิถุนายน 2552 ที่จังซีลอน หาดป่าตอง ภูเก็ต บ้านเรานี่เอง

ออมทราบมาว่างานนี้มีดารามาเพียบเลยค่ะ ที่รู้ก็มี ลูกเกด เมทินี, พลอย เณอมาลย์ ,มาริโอ้ เมาเร่อร์ ,โดม ปกรณ์ ลัม, ทาทา ยัง ,เปรม บุษราคัมวงศ์, กอล์ฟ-ไมค์, อ๊อฟ ปองศักดิ์, ฟิล์ม รัฐภูมิ, ตุ้ยAF และเหล่าดารา นางแบบ อีกมากมายเลยค่ะ

หากเพื่อนๆว่างก็รอเจอกันหน้าเวทีนะคะ งานนี้คงได้เจอกันแน่ๆค่ะ..วันนี้ออมก็ไม่ลืมที่จะเก็บภาพมาฝากจ้า

IMG_8744_.

ห่างหายจากการเข้ามาปัดฝุ่นบ้านนี้นานแล้ว วันนี้มะรู้นึกครึ้มอะไร จู่ๆก็อยากจะกลับบ้าน…ยิ่งแก่ยิ่งนึกถึงความหลัง เมื่อหลายวันก่อน ออม และ พี่ๆ ที่ สุโข สปา ได้มีโอกาสไปร่วมสัมมนา โครงการอบรมการขาย และการตลาดสปา จัดโดย สำนักงานพาณิชจังหวัดภูเก็ต โดยมีวิทยากรกิตติมศักดิ์ อาทิ คุณ นภารัตน์ ศรีละพันธ์ คุณ วิเชียร จูฑะมงคล คุณ รังสิมันท์ กิ่งแก้ว คุณ ภาคิน พลอยวิชา และที่สำคัญ คุณ เอริ์ธ สายสว่าง เจ้าแม่วงการประชาสัมพันธ์ตัวจริง เสียงจริง สองวันนี้ก็ได้ความรู้กลับไปหลายอย่าง ขอขอบคุณ สำนักงานพาณิชจังหวัดที่จัดกิจกรรมดีๆ อย่างนี้ให้ค่ะ

IMG_8523._jpg

 

หากมีกิจกรรมดีๆก็อย่าลืมส่งข่าวอีกนะคะ

หากเพื่อนๆกำลังวางแผนจะมาเที่ยวภูเก็ตช่วงสงกรานต์ ออมมีโปรโมชั่นดีๆมาฝากค่ะ

Promotion : BUY 1 GET 1 ห้องพักแบบ Jantra Jacuzzi Spa Villa คืนละ 6,000 บาท ซื้อ 1 คืน แถม 1 คืน เฉลี่ยเพียงคืนละ 3,000 บาทเท่านั้น ราคานี้รวม • Welcome Drink • ห้องพัก Jantra Jacuzzi Spa Villa (เตียง King Size) • อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน • Free Internet WIFI • LCD TV พร้อม Cable TV • ฟิตเนส, สระว่ายน้ำ • ฟรี รถรับ-ส่งสนามบิน • รถรับ-ส่งไปห้าง Central Festival และ หาดไนหาน ตามตารางเวลา • Late check out (กรณีห้องว่าง) • พักต่อในราคาเพียงคืนละ 3,000 บาท (รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน) หมายเหตุ • โปรโมชั่นนี้สิ้นสุด 30 เมษายน 2552 เท่านั้น • ราคานี้สำหรับการจองล่วงหน้าเท่านั้น • โปรโมชั่นนี้สำหรับคนไทยเท่านั้น • ราคานี้เป็นราคาต่อห้อง ไม่สามารถนำการพักของหลายห้องมารวมกันได้ • กรุณาสำรองห้องพักล่วงหน้า • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ 076-263222 หรือคุณออม โทร 086-4794034 หรือ e-mail : sukko@sukkospa.com หรือเข้าไปดู weblink ที่นี่ค่ะ

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาพ่อมีสัมมนาที่เชียงใหม่ออมก็เลยได้อานิสงค์ได้ตามไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยค่ะ (เพิ่งรู้ว่าวิชา เกาะพ่อ เกาะแม่ สบายเยี่ยงนี้…หุหุหุ) ครั้งแรกคาดว่าน่าจะได้ไปเที่ยวหลายที่แต่เนื่องจากสภาวะอากาศ ซึ่งตอนนี้ภาคเหนือมีแต่ควันไฟ มองไปทางไหนก็อึมครึมๆ ครั้งแรกออมนึกว่าเมืองในหมอกซะอีก สุดส่าห์สูดอากาศไปซะฟอดใหญ่ๆ แต่เอ๊ะ เหลือบไปเห็นคนเค้าคาดหน้ากากกันเป็นแถว งง ..แม่บอกว่า มันไม่ใช่หมอก แต่เป็นควันไฟค่ะ..เป็นไฟป่า และมีคนจุดเพื่อให้ผักหวานแตกด้วยค่ะ เฮ้อ แห้งแล้งมากขนาดยังไม่ถึงเดือนเมษานะคะ ทริปนี้ออมได้มีเวลาแค่เที่ยวจริงๆก็แค่ 1 คืน กับ 1 วัน เท่านั้นเอง จากอุตรดิตถ์ถึงเชียงใหม่ใช้เวลาเดินทางแค่ 4 ชั่วโมง เกือบ 10 กว่าปีแล้วที่ไม่ได้มาเชียงใหม่ หลายอย่างเปลี่ยนไปถนนหนทางนี่จำไม่ได้เลย กว่าจะหาที่พักเจอก็เสียเวลาไปเกือบชั่วโมง เพราะยังไม่ชินกับเส้นทาง พ่อกับแม่พักที่กาดสวนแก้วส่วน ออม น้องชาย และยายพักที่ ปางสะหวัน คอนโด หากใครมีโอกาสมาแอ่วเจียงใหม่แนะนำมาพักที่นี่ได้นะคะ ราคาห้องพักไม่แพงเลยคืนละ 450 บาทเท่านั้นเอง ภายในห้องยังใหม่สะอาด พนักงานก็บริการดีค่ะ เริ่มคืนแรก ออมก็พายายทัวร์ ไนท์พลาซ่า ก็นั่งรถแดง (ลักษณะเป็นรถกะบะที่ใส่หลังคาและทาสีแดง คล้ายๆกับรถสองแถวนั่นแหละคะ) ราคาต้องถามก่อนจะขึ้นรถนะคะ มิเช่นนั้นก็จะโดนคิดราคาแพงเป็นพิเศษให้ค่ะ ไนท์พลาซ่าก็จะคล้ายกับป่าตองค่ะ จะขายของเสื้อผ้า นาฬิกา น้ำหอม ผ้า สินค้าและราคาสำหรับฝรั่ง (แต่ถูกกว่าภูเก็ต) หลังจากนั้นก็นั่งรถแดงไปตลาดวโรรส ที่นี่ก็จะคล้ายกับตลาดเปิดท้าย ก็จะมีของขายหลายอย่าง เค้าจะแยกเป็นโซนๆไป ขายเสื้อผ้า ของกิน ดอกไม้ ที่นี่ของไม่แพงค่ะ กว่าจะเดินเกือบหมดทุกร้านก็ปาไปหลายทุ่มก็นั่งรถแดงกลับที่พัก เตรียมตัวตะลุยในวันต่อไป

วันนี้น้องชายสุดที่รักพาทัวร์แต่เช้าเลยค่ะ เริ่มต้นจากไปไหว้พระที่วัดสุเทพ ขาขึ้นออมได้อานิสงค์จากยายไม่ต้องเดินขึ้นบันได ก็นั่งรถรางไฟฟ้า คนละ 20 บาทแต่ขากลับนี่ลองวัดความชราด้วยการเดินลง ไม่ค่อยชันเท่าไหร่…หุหุ (แต่ก็ปวดปลีน่องเหมือนกัน) หลังจากนั้นก็ไปที่สวนสัตว์ เชียงใหม่…ค่าจอดรถ 50 บาท ค่าเข้าชมคนละ 220 บาท (ถ้ารวมทุกอย่างแล้วก็ 290 บาท…ราคาน้องๆภูเก็ตเลยนะคะ…) และไปเที่ยวพืชสวนโลก… สวยมาก จากนั้นเดินทางออกนอกเมืองไปเที่ยวน้ำตกแม่กลาง พระมหาธาตุเจดีย์ ที่นี่เค้าเก็บค่าเข้าชมคนละ 30 บาทค่ะ

 picture-089_resize 

พระมหาธาตุเจดีย์นภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ

พระมหาธาตุเจดีย์นภเมนีดล เป็นพระมหาธาตุเจดีย์ที่กองทัพอากาศสร้างถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงพระเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา เมื่อพุทธศักราช 2530 และทรงพระราชทานนามว่า พระมหาธาตุเจดีย์นภเมทนีดล มีความหมายว่า พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ยิ่งใหญ่เพียงฟ้าจดดิน

พระมหาธาตุเจดีย์นภพลภูมิสิริ เป็นพระมหาธาตุเจดีย์ที่กองทัพอากาศสร้างถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงพระเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา เมื่อพุทธศักราช 2535 และทรงพระราชทานนามว่า พระมหาธาตุเจดีย์นภพลภูมิสิริ มีความหมายว่า เป็นกำลังแห่งฟ้า เป็นสิริแห่งดิน

ปิดท้ายวันนี้เราไปพิชิตที่ สูงสุดแดนสยาม ที่ดอยอินทนนท์ ออมไปถึงก็เกือบๆจะ 5 โมงเย็นแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอากาศหนาวมั่กๆ หนาวจนน้ำมูกไหล

กลับบ้านคราวนี้ชีพจรลงเท้าตลอดมะค่อยได้อยู่บ้านเลย เอาไปเอามาก็ครบกำหนดที่จะต้องกลับไปก้มหน้าก้มตาทามงานแย้ว…เง้อๆๆๆ ความสุขที่มันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเจงๆ

1. เราไม่ได้มีชีวิตเพื่อการเฝ้านั่งเสียใจร่ำไห้ หรือ พูดถึงแต่สิ่งที่เราทำผิดพลาดในอดีต รู้จักให้อภัยตัวเองในสิ่งที่เราทำผิดพลาด แล้วไม่นึกถึงมันอีก

2. เรียนรู้ที่จะให้อภัยผู้อื่น ในสิ่งที่เขาทำผิดพลาดในอดีต แล้วไม่พูดถึงมันอีก

3. การปล่อยวางไม่ใช่เป็นการยอมแพ้ ตรงกันข้าม เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากส่วนลึกของหัวใจของเราวันละน้อย เพื่อเอาชนะความอ่อนแอ

4. ชีวิตไม่ได้เติบโตจากการทำให้ทุกสิ่งได้ดั่งใจของเรา แต่เป็นการยอมรับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตของเราอย่างกล้าหาญ รักและเข้าใจทุกสิ่งที่เราได้ตัดสินใจทำลงไปทุกครั้ง

5. เรียนรู้ความจริงว่าเราไม่สามารถบังคับผู้อื่นให้คิดและทำในสิ่งที่เราต้องการได้ เพราะแม้แต่ตัวเราเอง ยังทำให้เป็นอย่างที่เราต้องการไม่ได้เลย

6. อย่าเสียเวลาคิดแค้นเคืองโกรธในการกระทำของผู้อื่นที่ส่งผลให้เราทุกข์ใจ ให้อภัยเขาเสีย และหากอยากรู้สึกดีขึ้น ก็นึกถึงคำสอนในพุทธศาสนาว่า ใครทำกรรมใดไว้ ผู้นั้นย่อมได้รับผลนั้นได้ด้วยตนเอง

7. วัตถุหรือภาพลวงตาภายนอกไม่เคยสามารถเติมเต็มหัวใจใครได้ การตั้งหน้าตั้งตาหาวัตถุ หรือความพึงพอใจจากการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เพื่อหวังว่าจะทำให้เรารู้สึกเต็มและมีความสุข นั่นเป็นแค่ฝันลมๆแล้งๆ การรับวัตถุทำให้เรามีความต้องการไม่รู้จบ ขณะที่การได้รับความรักความเข้าใจจากคนที่รักอย่างเต็มเปี่ยมจะทำให้เรามีหัวใจที่เต็ม” จนไม่ต้องไขว่คว้าหาวัตถุมาเติมเต็มหัวใจอีก

ตอนนี้ออมได้ลาพักร้อนที่แสนจะยาวๆๆๆ ก็เลยกลับบ้าน กะว่าจะมาเกาะ พ่อ กะ แม่ กินซักพัก (ดูแล้วเป็นลูกที่ประเสริฐมั่กๆๆๆ) บ้านของออมอยู่ที่ อำเภอ ฟากท่า จังหวัด อุตรดิตถ์ เป็นอำเภอเล็กๆ ห่างจากในตัวเมืองประมาณ 100 กว่าโลเองค่ะ ..ไม่ค่อยไกลเลยใช่ไหมคะ…ช้างเผือกก็อย่างงี้แหละคะ ต้องอยู่ลึกหน่อย..หุหุหุ…ออมโชคดีมากเลยที่ได้เกิดและโตที่นี่ และก็คิดเหมือนกับทุกๆคนค่ะ ที่ภูมิใจในบ้านเกิด ภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น  ออมกลับมาบ้านในช่วงที่เค้ามีงาน “สืบสานวัฒนธรรม ผ้าทอพื้นบ้าน  ของดีอำเภอฟากท่า” ประจำปี 2552 ปีนี้งานนี้ก็จะเป็นงานสืบสานวัฒนธรรมความเป็นอยู่อย่างชาวฟากท่าตั้งแต่สมัยโบราณ จะมาการแสดงต่างๆที่หาดูไม่ได้แล้ว อย่างเช่น ตีลาย ตับเต่า แห่นางด้ง โปงลาง งั้นลองมาดูประวัติและความเป็นมาอย่างคร่าวๆของ ตีลาย นะคะ

ประวัติและความเป็นมา

บรรพบุรุษของชาวฟากท่า แต่เดิมนั้นได้อพยพมาจากเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
ซึ่งไม่สามารถสืบค้นได้ว่าอพยพมาตั้งแต่เมื่อใด เพียงแต่เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา ภาษาท้องถิ่นของชาวฟากท่าเป็นภาษาเดียวกับกับภาษาลาว ทั้งสำเนียงและคำศัพท์เฉพาะต่างๆ จึงน่าจะเป็นสิ่งที่เชื่อได้ว่ามีการเชื่อมโยงกันในจุดนี้ วัฒนธรรมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ก็มีความคล้ายคลึงกันมาก และที่สำคัญคือ ปัจจุบันยังมีการไปมาหาสู่กันแม้จะมีพรมแดนกั้นเป็นอาณาเขตที่แน่นอนแล้วก็ตาม จึงเชื่อได้วาบรรพบุรุษของชาวฟากท่าได้อพยพมาจากประเทศลาวจริง

            ตีลาย คือศิลปะการต่อสู้ที่อยู่คู่กับชาวฟากท่ามาช้านาน มีการสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน นายคิด อินฟากท่า และ นายบุ แก้วทุมลา เล่าให้ฟังว่าตีลายเป็นศิลปะการต่อสู้ของชาวลาวที่บรรพบุรุษได้นำศิลปะแขนงนี้ติดตัวมา ตนเองได้ฝึกหัดตีลายมาตั้งแต่เป็นเด็ก โดยปู่เป็นคนหัดให้ 2 คน และได้แสดงศิลปะและการต่อสู้นี้ แทนปู่ ที่ได้เสียชีวิติไปแล้วมาโดยตลอด โอกาสที่จะได้แสดงคือ ในวันสงกรานต์เท่านั้น

e0b895e0b8b5e0b8a5e0b8b2e0b8a2

            ตีลาย เป็น ศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ที่มีลีลา ลวดลาย รวดเร็ว คล่องแคล่ว ว่องไวหนักหน่วง และแน่นอน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนช้อยและสวยงาม ด้วยลีลาท่าทางของผู้แสดงที่มีความสามารถร่ายรำให้เข้ากับจังหวะดนตรี ใครก็ตามที่สามารถผสมผสานการต่อสู้กับการร่ายรำได้ดี จะได้รับการยกย่องชมเชยว่าเป็นผู้ที่ ลาย คำว่า ลาย ไม่ใช้คนที่มีลายสักเต็มแขน ขา หรือเต็มตัว แต่คนที่มีลายคือ ผู้ที่มีลวดลาย ลีลา ในการต่อสู้ ที่แฝงไว้ด้วยศิลปะที่งดงามอ่อนช้อย พร้อมที่จะสยบคู้ต่อสู้ตลอดเวลา

คำว่า ตี คือ อาการตีด้วยฝ่ามือ (แบมือ) ตีลายจึงมีความหมายในทำนอง ตีกันอย่างมีลวดลาย ต่างกับมวยโดยทั่วไป ซึ่งไม่แบมือ ศิลปะการต่อสู้ตีลายจะเริ่มขึ้นโดยมีดนตรีประกอบ ได้แก่ การตีกลองยาว ตีฆ้อง และ ฉาบ ฉิ่ง ให้เร้าใจ ในสมัยก่อนจะไม่มีการเปรียบคู่ (หรือเปรียบมวย) ไว้ก่อน เมื่อเสียงกลองดังขึ้น ฆ้องและฉิ่ง ฉาบ ดังขึ้นในจังหวะที่เร้าใจ ไม่นานก็จะมีคน หมึนขึ้น” (หมายถึงของขึ้น) ก็จะกระโดดเข้าไปในวงที่มีผู้ชมนั่งล้อมวงอยู่ ซึ่งเป็นสนามหญ้า หรือสนามดินก็ได้ เมื่อมีคนแรกกระโดตามเข้าไปเหมือนกับเป็นการท้าทายว่าใครแน่ให้เข้ามา ไม่นานก็จะมีหมึนขึ้นเหมือนกัน กระโดดตามเข้าไปต่อสู้กัน แต่ก่อนที่จะต่อสู้กันนั้น คู่ต่อสู้ทั้ง 2 ฝ่ายจะเต้นไปรอบ ๆ ตามจังหวะ โดยออกท่าทาง ลีลา ลวดลาย เพื่อหลอกล่อคู่ต่อสู้ โดยเริ่มจากท่าตบก่อน คือ ตบมือ ตบศอก ตบแข็ง ตบขา ตบเท้า โดยจะทำสลับกันไป วาดลวดลายอยู่ในวง จะใช้ฝ่ามืิกระทบกันเสียงตบแข็ง ตบขา ดังเพี๊ยะ ๆ เป็นระยะ ๆ การตีลายจะใช้เพียงฝ่ามือต่อสู้กันมากกว่าการใ้ช้เท้าและส่วนอื่น ๆ ซึ่งน่าเป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนที่ไม่ต้องการให้มีการบาดเจ็บรุนแรงเกิดขึ้น การต่อสู้จะไม่คำนึงถึงรูปร่าง น้ำหนัก หรือส่วนสูง และระยะเวลาในการต่อสู้ โดยจะเข้าต่อสู้กันด้านข้างมากกว่า ด้านหน้า ในลักษณะโฉบเข้าโฉบออก จากนั้นคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายก็จะร่ายรำ ท่าทางให้เข้ากับจังหวะอันเร้าใจของเสียงกลอง ฆ้อง และฉาบฉิ่ง แล้วก็หาช่องทางเข้าโจมตีคู่ต่อสู้เป็นระยะ ๆ บางคู่สู้กันมาก ร่ายรำน้อย บางคู่ก็ต่อสู้กันน้อยแต่ร่ายรำมาก แล้วแต่ความสามารถและพละกำลัง เหนื่อยก็หยุดกันเอง ไม่มีกรรมการ ไม่มีการจับเวลา พอคู่แรกออกไป คู่ต่อไปก็เข้ามาแทน

e0b895e0b8b5e0b8a5e0b8b2e0b8a23

เป็นยังไงบ้างคะ ออมคิดว่าขนบธรรมเนียมของไทยเราเป็นสิ่งที่ดีงามสมควรแก่การอนุรักษ์และสืบทอดต่อๆไป เรามาช่วยกันสืบสานกันก่อนที่จะไม่มีให้ชนรุ่นหลังได้ดู

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.geocities.com/jr_seeka/anurakteelai.htm

ปีนี้เค้าเพิ่งจัดงานเป็นปีแรกค่ะ งานครึกครื้นดีมาก เค้าจัดงานตั้ง 3 วัน 3 คืนแน่ะ เพราะเพิ่งผ่านวันแรกเท่านั้นเอง ไม่อยากจะบอกว่าไฮไลท์ของงานน่ะเป็นวันพรุ่งนี้ค่ะ เค้ามีการเดินแบบโชว์ผ้าทอพื้นบ้านด้วย เรื่องมาอัพจะทยอยอัพเดตให้ฟังนะคะ

 

 

 

หน้าต่อไป »